วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562

หนังสือ 5 เล่มนี้ที่สตาร์ทอัพระดับโลกเขาแนะนำให้อ่านกัน!! โดย อาจารย์อ๊ะ -The Prince Of Startup

หนังสือ 5 เล่มนี้ที่สตาร์ทอัพระดับโลกเขาแนะนำให้อ่านกัน!! 

สืบเนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้ทำการ Live เนื้อหานี้ไปและมีผู้ชมจำนวนมากที่อยากให้ผมสรุปเนื้อหานี้อีกครั้งโดยยังคงเนื้อหาใน Liveวันนั้นอยู่เหมือนเดิม....ได้ครับ....เพื่อ FC และ Super FC ของอาจารย์อ๊ะ จัดให้ได้ทันที.....ในบทความนี้ครับ ยาวหน่อยแต่ว่าคุ้มค่าในการอ่านมากครับแถมประหยัดเวลาในการอ่านของทุกท่านแบบเต็มเล่มก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 สัปดาห์กว่าจะอ่านจบทั้ง 5 เล่มแต่ผมตกผลึกและย่อยทั้ง 5 เล่มมาให้ในบทความนี้แล้วครับ สามารถนำไปใช้งานได้ทันที ท ท ท (ทำทันที) น่ะครับ 





ผมต้องขอออกตัวก่อนน่ะครับว่า หนังสือ 5 เล่มนี้ ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการโปรโมทหนังสือใดๆ ทั้งสิ้นและผู้อ่านหรือผู้ที่อยู่ในวงการสตาร์ทอัพไทยและเทศต่างก็อาจจะมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับวงการสตาร์ทอัพที่แตกต่างกันออกไป


และอาจจะมีบางเล่มเหล่านี้อยู่ในดวงใจหรือมีเล่มอื่นเราไม่ว่ากันครับซึ่งผมคงไม่ได้ทำหน้าที่แปลหรือหน้าที่สรุปหนังสือเหล่านี้ซึ่งมีผู้แปลเป็นไทยไว้แล้วในบางเล่มท่านผู้อ่านสามารถไปซื้อหามาอ่านได้เต็มที่ครับแต่ละเล่มก็มีมากกว่า300หน้า ดังนั้น ถ้าจะให้อ่านทั้งหมดน่าจะใช้เวลา เล่มล่ะ 3-5ชม ดังนั้น 5 เล่มก็จะใช้เวลา ประมาณ 15- 25 ชม 


ซึ่งในความเป็นจริงเราก็จะมีเวลาอ่านหนังสือต่อเนื่องต่อวันเฉลี่ย วันละ 1-2ชม ดังนั้นถ้าจะอ่านทั้ง 5 เล่มให้จบก็จะใช้เวลา ประมาณ1.5 - 3.5 สัปดาห์(Weeks) กันทีเดียวแต่ถ้าใครเป็นคอหนังสือคอรักการอ่านคงไม่ว่ากันครับ..


แต่สิ่งที่ผมจะทำหน้าที่ให้ในบทความนี้ก็คือ ผมจะตกผลึกแนวคิดของผู้แต่งแต่ละเล่มให้เพื่อที่ท่านผู้อ่านจะได้นำไปใช้นำไปแชร์แบ่งปันความรู้นี้ให้กับเพื่อนๆ ทั้งสตาร์ทอัพและไม่จำเป็นต้องสตาร์ทอัพก็ได้เช่นกันครับเพราะการอ่านทั้งหมดแล้วไม่ได้สรุปเป็นประเด็นหรือเข้าใจแนวคิดของผู้แต่งได้อย่างถ่องแท้ไม่นานก็ลืมครับ สิ่งที่อ่านมาจำไม่ได้เพราะไม่ได้นำไปใช้งานจริงหรืออ่านเพื่อประดับความรู้เฉยซึ่งไม่นานก็ลืม100%แน่นอนครับ ดังนั้นผมจะทำหน้าที่กลั่นกรองแนวคิดที่ตกผลึกมาให้จากหนังสือทั้ง5เล่มนี้ โดยแบ่งสรุปเป็นเพียงเล่มละ 5 ข้อเท่านั้นซึ่งสามารถนำแนวคิดที่ตกผลึกนี้ไปใช้งานกับธุรกิจของทุกคนได้ทันที...ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันครับ...ลุย


เล่มที่ 1. The Lean Startup แต่งโดย คุณ Eric Rie 




ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า 99.99% ทุกคนที่เป็นสตาร์ทอัพตัวจริงต้องอ่านหรือเสพหรือผ่านการอบรมแนวคิดนี้มาแต่ความจริงก็อาจพบว่ายังมีอีกหลายท่านเช่นกันที่ยังอาจไม่ได้รู้จักแนวคิดนี้มาต่อกันครับ


หัวใจ 5 ข้อ ของเล่มนี้ ผมสรุปได้ดังนี้


1. Lean concept (ถ้าใครเคยได้ยินคำว่า Lean Production ที่ บริษัท Toyota ได้นำมาใช้ในกระบวนการผลิตเผื่อลดความสูญเปล่าลงไปหรือที่เรียกว่า7 Wastes) หลักคิดนี้เป็นหลักคิดเดียวกันแต่เป็นการพูดถึง Lean ในมุมมองการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับลูกค้าให้เร็วที่สุดตรงตามความต้องการของลูกค้าด้วยเช่นกัน)


2.วงจร Lean Startup(Bulid -> Measure-> Learn) การสร้างผลิตภัณฑ์ ->การวัดผล->การเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนจากมุมมองของลูกค้ากับเรา ปล. เรียกว่าทำงานร่วมกันกับลูกค้า


3.การทดสอบสมมติฐานกับลูกค้าจริง ไม่ต้องมานั่ง มโนไปเอง จนเกิดผลิตภัณฑ์ที่เพียงพอที่จะตอบความต้องการของลูกค้าได้ ที่เรียกว่า (MVP, Minimum Viable Product) ไม่ต้องทำจน Perfect 100% แล้วถึงนำไปเสนอลูกค้า มุมมองนี้ต่างจาก มุมมองของ SME และบริษัทขนาดใหญ่ไปเลย จริงไม่จริงลองนึกดูที่ผ่านมากันน่ะครับ


4.มุมมองความสมบูรณ์แบบ vs MVP ถ้าเข้าใจข้อ 3 แล้วข้อนี้เป็นการตอกย้ำครับ หลายคนไม่เข้าใจข้อนี้ยิ่งเป็นนักธุรกิจรุ่นเดิมยิ่งเข้าใจยากครับ เพราะของยังทำไม่สมบูรณ์แบบ 100% จะขายได้อย่างไร? ลองดูน่ะครับ ว่า IOS ปล่อยUpdateมาถึง Version 12 แล้ว คำถามคือApple ก็ไม่รอให้ Program สมบรูณ์100%แล้วถึงขายน่ะครับพอ Get น่ะครับ


5.การ Pivot (อ่านว่า ไพวอท) หรือการเปลี่ยนทิศทางธุรกิจเมื่อพบกับปัญหาหรืออุปสรรคประเด็นไม่ใช่แค่เป็นเรื่องที่ทุกท่านต้องทำอยู่แล้วแต่ประเด็นมันอยู่ที่ ความล่าช้าเกิดไปหรือไม่ยอมปรับตัวหรือดื้อดันทุลังเพราะ สตาร์ทอัพเป็นธุรกิจที่มาจาก Passion ของเรา อันนี้ อันตรายมากครับ ผู้ชนะในเกมส์จะมี Radar หรือจมูกที่ดมกลิ่นรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าผู้แพ้หรือผู้ตาม ในโลกแห่งการแข่งขันบนโลกธุรกิจนั้นเองครับ



เล่มที่ 2. Zero to One แต่งโดย คุณ Peter Thiel 






คนนี้เป็นผู้ก่อตั้ง Paypal ก่อนที่จะถูกซื้อไปจาก E Bay และเขายังเป็นนักลงทุนระดับตำนานที่ลงทุนกับเฟสบุ๊คคนแรกอีกด้วย


หัวใจ 5 ข้อ ของเล่มนี้ ผมสรุปได้ดังนี้


1.จงสร้างบริษัทที่ผูกขาดให้กับตัวเองอย่างสร้างสรรค์ เช่นผูกขาดทางเทคโนโลยี ผูกขาดทางด้าน Network ผูกขาดทางด้านBrandingหรือผูกขาดทางด้าน Economy of Scale (ความประหยัดทางด้านขนาดปริมาณที่ผลิตด้วยต้นทุนที่คู่แข่งก็ไม่สามารถลงมาทำได้)


2.จงยึดครองในตลาดเล็กให้ได้ก่อนค่อยขยายไปตลาดที่ใหญ่กว่า (แม่ค้าออนไลน์, SME, ครู, โค้ช, อาจารย์ รวมทั้งตัวผมเองก็ใช้สูตรนี้กันอยู่ครับ จริงหรือไม่จริง?)


3.คนที่ประสบความสำเร็จจะมองเห็นคุณค่าในที่ที่คนคาดไม่ถึง อะไรที่มันเป็นน่านน้ำสีแดง(Red Ocean) ที่มีการแข่งขันสูง คนฉลาดจะไม่กระโดดลงไปเล่นแน่นอนครับ!เราเฝ้าแต่ที่จะหาน่านน้ำสีฟ้า (Blue Ocean) หรือไม่ก็สร้างตลาดใหม่ (New market) ขึ้นมาเองเลยคำถามคือ เราเป็นเจ้าของบ่อและในนั้นก็มีปลาที่เป็นของเราเองครับ


4.หนังสือเล่มนี้เตือนสติทุกคนไม่ให้เหลิง คือ "จงอย่าประเมินคู่แข่งของคุณต่ำเกินไป โดยคิดว่าเราเป็นเจ้าตลาด.....ห้ามประเมินตัวเราแบบนี้ครับ เพราะอันตรายมาก ถ้าใครยังจำเรื่อง Five Force Model ได้ (ผมเพิ่มเติมมาให้น่ะครับ ) คู่แข่งเรามีตั้งหลายทาง ทั้งทางตรงทางอ้อม จากอุสาหกรรมเดียวกันและต่างอุตสาหกรรมประโยคนี้ต้องใช้คำว่าDisruptiveถึงเข้าท่าทันยุคทันสมัยเช่น เดียวนี้ แบงค์ก็ไม่ได้กลัวแบงค์ด้วยกันแล้วครับ แต่แบงค์ดันไปกลัว Non Bank ที่สามารถทำธุรกิจการเงินได้เหมือนกับแบงค์เช่นกัน ลองนึกภาพตามน่ะครับ


5.เกร็ดความรู้ท้ายเล่มนี้ เน้นเรื่อง การขายของครับ ที่ว่า "เปลียนจากนักขายไปเป็นนักเจรจาธุรกิจเพราะยิ่งทำการขายให้เหมือนกับการแสดงยิ่งแนบเนียนยิ่งขายของได้มากยิ่งขึ้นกว่ามุมมองSalemanที่ตั้งหน้าตั้งตาขายอย่างเดียวในอดีต...


เล่มที่ 3. All in Startup แต่ง โดย คุณ Diana Kander 





เล่มนี้แต่งแบบนิยายโดยมีตัวละคร ผู้ชาย และผู้หญิง 2คนเดินเรื่อง โดยมี ผู้หญิงSexy 1 คนที่มาสอนความรู้ธุรกิจตลอดเรื่องให้กับผู้ชายคนดังกล่าว ใครที่ชอบแนวนิยายเป็นธูรกิจให้อ่านเล่มนี้ครับ


หัวใจ 5 ข้อ ของเล่มนี้ ผมสรุปได้ดังนี้


1.ธุรกิจใหม่ คือการหาลูกค้าไม่ใช่เอาเวลาไปสร้างหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ประโยคนี้ต้องตีความให้ดีน่ะครับ อย่าตีความผิดเพราะจริงๆ แล้วที่เล่มนี้ต้องการสื่อก็คือเวลาที่เรามีไอเดียทางธุรกิจอะไรใหม่ๆ จงออกไปคุยกับลูกค้าเลยครับ ว่าเขาต้องการแบบนี้ไหม? คล้ายๆ กับเรื่องแนวคิดของ Lean หรือ MVP นั่นล่ะครับ


2.ผู้ประกอบการคือนักสืบ ไม่ใช่หมอดู


3.คุณต้องแก้ปัญหาที่ลูกค้ามีอยู่แล้วไม่ใช่โน้มน้าวว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น (ผมเสริมว่าอันนี้คนละแนวคิดกับการขายประกันชีวิตน่ะครับ)


4.สตาร์ทอัพไม่ใช่เป็นเวอร์ชั่นที่เล็กกว่าของบริษัทขนาดใหญ่---> ประโยคนี้เข้าใจว่าผู้แต่งน่าจะนำมาจากหนังสือเล่มที่4ของคุณ Steve Blank เพราะพูดเหมือนกันเลย เลยไม่แน่ใจว่าใครพูดก่อนใครแต่ผมว่า Steve Blank เขียนก่อนในหนังสือเขาน่ะครับ ทำไมแนวคิดข้อนี้ถึงต้องเน้นย้ำ เพราะ บริษัทขนาดใหญ่ มีลูกค้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว มีสินค้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว ต่างจากสตาร์ทอัพที่ทำไปก็ปรับไปเรื่อยๆ พอเห็นภาพน่ะครับ


5.จงพิสูจน์ว่าปัญหามีอยู่จริงและควรค่าแกการแก้ไขให้กับลูกค้าและลูกค้าต้องการแก้ไขปัญหานั้นๆ จริงๆข้อนี้สำคัญครับเพราะมันจะทำให้ Passion ของเราลดลงไปเมื่อไปเจอกับปัญหาจริงของลูกค้าที่ควรค่าแกการแก้ไข จะได้ Pivotปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจให้ทันครับ




เล่มที่ 4. The Startup Owner's Manual แต่ง โดย คุณ Steve Blank

แต่งไว้ตั้งแต่ปี2012ส่วนตัวผมชอบเล่มนี้มากที่สุด มี 573 หน้า แต่ผมอ่านใน E-Book Kindle น่ะครับยังไม่มีใครแปลเป้นภาษาไทย





เล่มนี้พูดถึงเรื่อง "ลูกค้า" ทั้งเล่มเลยครับ ตั้งแต่การออกตามหาว่าใครคือลูกค้าของเรา, ลูกค้าต้องการอะไร? , แล้วสุดท้ายเขาคือลูกค้าตัวจริงของเราหรือเปล่ ลูกค้า ลูกค้า และ ลูกค้า


หัวใจ 5 ข้อ ของเล่มนี้ ผมสรุปได้ดังนี้


1. Customer Discovery การออกไปค้นพบว่าใครคือลูกค้าของเรากันแน่?


2. Get out of the Building(การออกไปนอก Office เพื่อไปพบลูกค้าของเราเพราะคำตอบของลูกค้าไม่เคยอยู่ในโต๊ะการประชุม) เราต้องออกไปทดสอบ ปัญหากับวิธีการแก้ไขกับลูกค้าของเราว่าลูกค้าตอบสนองอย่างไร Work หรือไม่ Work 


3. Customer Validation ลูกค้าคนนั้นใช่
คนที่เราตามหาหรือเป็นลูกค้าตัวจริงหลังการค้นพบในข้อ1หรือเปล่า ผมเปรียบเทียบง่ายๆ เขาคนนั่นก็คือแฟนตัวยงใน facebook fanpage ของเรานั่นเอง


4.ผู้ประกอบการไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเหมือนตำราปรุงอาหาร(Cookbook) หรือต้องมี Checklist ว่าถ้าคุณต้องทำตามนี้คุณถึงจะประสบความสำเร็จ -->ข้อนี้เป็นเรื่องของ Mindset ของผู้ประกอบการล้วนๆ เลยครับ ดังนั้น ทุกความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นสูตรเฉพาะตัวใครก็เลียนแบบให้เหมือนแล้วคิดว่าจะประสบความสำเร็จรีบคิดใหม่หาสูตรเฉพาะตัวกันดีกว่าครับ!สูตรใครสูตรมัน!


5. Startups are not simply smaller versions of large companies ผมแปลและถามว่าทำไมในหัวใจข้อที่ 4 ของหนังสือเล่มที่ 3 ข้างบนแล้วลองย้อนขึ้นไปอ่านน่ะครับ


เล่มที่ 5. เล่มสุดท้ายGrowth Hacker Marketing แต่ง โดย คุณ Ryan Holiday 





ผมว่า สตาร์ทอัพไม่กี่คน ที่จะเคยได้ยินคำนี้ถ้าไม่มาศึกษาแนวคิดนี้กันก่อนน่ะครับ เพราะ ศัพท์นี้ Growth Hacker, Growth Hacking มันเกี่ยวข้องกับการที่เราจะเพิ่มจำนวน Userหรือคนใช้งานใน Product หรือ Serviceของเราให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล นึกภาพตามน่ะครับ


เช่นการสร้าง Viral Clip แป๊บเดียวคนดู เป็น ล้านวิว ,เกมส์โปเกมอน ที่ไม่กี่นาทีคนเล่นทะลุหลักหลายล้านคน, การควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าในธุรกิจอย่างมหาศาลหรือ วิธีการทำ PRหรือ Marketing ด้วยแนวทางต้นทุนต่ำแต่ได้ผลกระทบอย่างมหาศาล จนมีคนกล่าวไว้ว่า"Growth Hacker คือ VP Marketing ดูยิ่งใหญ่จัง" และ Tim Ferris ผู้แต่งหนังสือ The 4 Hour work week ก็ยังมาเขียนคำนิยมให้กับ คุณ Ryan Holiday ว่า "Growth Hacking คือ ความลับของอาวุธรูปแบบใหม่ทางการตลาด


หัวใจ 5 ข้อ ของเล่มนี้ ผมสรุปได้ดังนี้


1. Growth Hacking คือ การสร้างกลไกทางการตลาดให้มันขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเองไปถึงคนหมู่มากด้วยต้นทุนทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่ต่ำมากๆ เช่นการสร้าง Viral clip, การ ตอบ Email ในระบบที่มีการเก็บฐานข้อมูลของลูกค้า, การส่งต่อของกำนัลบัตรของขวัญให้เพื่อนโดยการระบุ Email หรือเบอร์โทรของเพื่อน


2.จง สร้าง Viral Loop เพื่อให้เกิดการส่งต่อหรือพูดต่อๆ กันไปในสื่อโมษณาหรือประชาสัมพันธ์


3. Open up to feedback from customer (การเปิดรับFeedbackจากลูกค้าเพื่อนำลูกค้าเหล่านั้นเก็บเป็นฐานข้อมูล)


4.จงสร้าง Wow Factor ในธุรกิจของคุณเพื่อให้เกิดการทดลองใช้และขยายผลไปเป็นจำนวนUserในระบบอย่างมหาศาล


5.จะเกิด Growth User หรือViralityได้Product กับMarketต้อง Fit กันก่อน (ไปทำความเข้าใจเล่มที่ 1-4 ก่อนครับ)


สรุปเล่มที่ 5 นี้เน้นเรื่องการเติบโตของจำนวนลูกค้าหรือจำนวนUserผู้ใช้งาน ด้วยแนวคิดของ Growth Hacking ซึ่งมันตรงพอดีกับแนวคิดของการทำธุรกิจแบบสตาร์อัพนั่นเองที่เน้นอยู่ 2 เรื่องหลักคือ 1.Repeatable(การทำซ้ำได้)  2. Scalable(การขยายตัวได้) 


บทความนี้ยาวหน่อยน่ะครับ จะได้ไม่ต้องไปอ่านหนังสือทั้ง 5เล่ม กับเวลา 3-4 อาทิตย์ ผมย่อยมาให้แล้วท่านผู้อ่านทุกคนสามารถนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาธุรกิจของตัวเองกันได้เลยทั้งที่เป็นสตาร์ทอัพและไม่เป็นสตาร์ทอัพก็สามารถนำแนวคิดจากหนังสือทั้ง5เล่มนี้ที่

ผมตกผลึกย่อยพร้อมเคี้ยวให้ทุกท่านได้รับอาหารสมองในบทความนี้และสามารถนำไปใช้งานได้จริงไม่ใช่อ่านเพื่อประดับความรู้แต่ผมเน้นอ่านเพื่อนำแนวคิดพวกนี้ไปใช้งานจริงในโลกธุรกิจครับ! 


ถ้าชอบบทความนี้....สามารถแชร์เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ หรือคนที่คุณรักในวงการสตาร์ทอัพหรือคนที่ทำธุรกิจทั่วไปก็สามารถใช้ประโยชน์ของแนวคิดธุรกิจแบบสตาร์ทอัพได้ครับทั้ง SME หรือ บริษัท ขนาดใหญ่  หรือคนที่จะทำธุรกิจสตาร์ทอัพหรือผู้ที่สนใจแนวคิดของธุรกิจสตาร์ทอัพได้ครับ
และมาร่วมกันพัฒนา Startup ไทยของเราไปด้วยกันครับ

อาจารย์อ๊ะ


อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

 "แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับผมและสามารถติดตามผมได้ที่ช่องทางด้านล่างเหล่านี้ รวมถึงสามารถเป็น FC ของผมเพื่อรับข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพและแนวคิดทางธุรกิจและเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจอีกมากมายได้ที่ ไลน์ พิมพ์หา ที่ @ajarnah (มี@) แล้วพบกันครับ!  "เหล่ามิตรรักแฟนคลับสตาร์ทอัพของอาจารย์อ๊ะทุกคน" 


-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!


วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562

แม้ Startup Thailand 2019 จะผ่านไปแล้วแต่.........

แม้ Startup Thailand 2019 จะผ่านไปแล้วแต่.........


ผมมีประเด็นที่ผมได้สัมผัสและขยายต่อในบางประเด็นจากประสบการณ์ในวันงานจริงและกับประสบการณ์ส่วนตัวของการเป็นสตาร์ทอัพซึ่งมี ประมาณ 5 ประเด็น สรุปเป็นข้อคิดที่มีทั้งเห็นด้วยและทั้งเห็นต่าง "ใครที่เป็น สตาร์ทอัพ(Startup) ทั้งมือใหม่ มือเก่าและมือเก๋าให้ลองถกกันในประเด็นเหล่านี้ครับ"



ประเด็นที่ 1: เรื่องของ Young Entrepreneur (ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์) ส่วนใหญ่จะเน้นที่เด็กมหาวิทยาลัย 


เรื่องที่ผมเห็นด้วย: ความตื่นตัวของการเป็นผู้ประกอบการณ์ตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ผมเห็นด้วยครับ

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: กระแสที่นักศึกษาต้องลาออกหรือ Drop การเรียนแล้วกระโจนลงสู่ โลกของ Startup นักเรียนและนักศึกษาทุกคนควรคิดให้รอบคอบครับ เรื่องเดียวที่เด็กรุ่นใหม่จะแพ้คนรุ่นเก่าคือเรื่องของ "ภูมิต้านทานเวลาที่ผิดหวัง และสุดท้ายจะล้มเลิกได้ง่าย" เพราะโลกแห่งความฝันกับโลกแห่งความเป็นจริงมันโหดร้ายและไม่ได้สวยงามตามความฝันครับ ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงเท่าไหร่ยิ่งต้องระวัง เพราะมันเหมือนกับ ขับรถด้วยความเร็วสูง 180 Km/Hr แล้วจู่ๆ เครื่องเกิดดับหรือเจอทางที่เป็นหลุมขนาดใหญ่หรือขับไปทางผิดหลงทางในที่มืดหาทางออกไม่ได้และยิ่งเรามีเงินลงทุนจากตัวเองมากเท่าไหร่? เราจะไม่คุ้นกับคำว่า "จงใช้เงินอย่างคุ้มค่าในเรื่องที่จำเป็นก่อน" เพราะเงิน 1 ล้านของตัวเอง กับ เงิน 1 ล้านของนักลงทุนที่ให้กับเรา จะทำให้เรามีความรู้สึกของการใช้เงินที่แตกต่างกันมากครับใช่หรือไม่ใช่....ลองทบทวนกันให้ดี??

ประเด็นที่ 2: เรื่องของคนที่เกษียณอายุตัวเองก่อนในวัยทำงานแล้วหันมาทำธุรกิจ Startup 

เรื่องที่ผมเห็นด้วย: ผมเห็นด้วยมากกว่าการสนับสนุนให้เด็กมหาวิทยาลัยลาออกมาทำ Startup เพราะอายุเฉลี่ยของคนที่ทำ Startup แล้วจะประสบความสำเร็จจะอยู่ในอายุช่วง 30-45 ปี ครับ ดังนั้นความได้เปรียบของคนที่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 5-10 ปี ย่อมได้เปรียบในแง่ของ ภูมิต้านทานเวลาที่ผิดหวังและมีสาย Connection กับเพื่อนๆ ในวงการอาชีพที่เคยทำงานอยู่ จุดนี้คนกลุ่มนี้จะได้เปรียบกว่าน้องๆ ในมหาวิทยาลัยอยู่มากและกระแสโลก คนอายุ 60 ปี เช่นในประเทศญี่ปุ่นยังสามารถเป็น Founder ของบริษัทสตาร์อัพของตัวเองที่เปิดใหม่ได้เลยครับ

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: "ถ้าตัดสินใจเริ่มต้นเป็น Startup แล้วห้ามเริ่มต้นเป็น SME" เพราะ Model ของธุรกิจนั้นแตกต่างกันมากแต่ถ้าใครเป็น SME มาก่อนแล้วหันมาใช้เครื่องมือทางแนวคิดของ Startup อันนี้ ถือว่าดีมากครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Technology ใหม่ๆ หรือวิธีการ Scale ธุรกิจแบบที่ไม่ต้องเพื่ม Fixed Asset มาก เป็นต้นและสิ่งที่ควรทำก็คือ ให้ลองหาเด็กรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดทางเทคโนโลยีเข้ามาอยู่ในทีมงานครับ ห้าม Form Team โดยที่มีแต่คนรุ่นเก่าเด็ดขาด เพราะคุณจะถกประเด็นแล้ววนกลับไปที่การขยายธุรกิจโดยการเพิ่ม Asset หรือ Resource ทุกครั้งหรือไม่ก็ต้องวางแผนการกู้เงินจากแบงค์แบบ SME ทำกันใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

ประเด็นที่ 3: แนวคิดเรื่องของ Global Market หรือ International Market vs Local Market 

เรื่องที่ผมเห็นด้วย: ใช่ครับ ผมเห็นด้วยและสนับสนุนให้ Startup ไทย มองไปที่ตลาดโลกหรือระหว่างประเทศเช่น มองไปที่ตลาดอินโดนีเซียที่ มี ประชากร กว่า 200 ล้านคน เป็นต้น ดังนั้นการมองตลาดของ Startup ไม่ควรจะมองแค่ Passion ของตัวเองว่าอยากจะทำโน้น นี่ นั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงขนาดของตลาด(Market Size) จริงๆ เพราะบางครั้งสิ่งที่อยากทำอาจไม่มีตลาดมารองรับ ในขณะที่สิ่งที่มีตลาดมารองรับกลับเป็นสิ่งที่ไม่อยากทำ ดังนั้น เราต้องหาตรงกลางระหว่าง Passion กับ Market Size ให้ได้ครับ เพราะ สมการของผมก็คือ Revenue = Passion+Market Size -Obstacle(อุปสรรค) เพราะยิ่งเรามีอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจมากเท่าไหร่ย่อมส่งผลกระทบให้รายได้เราลดลงมากเท่านั้นครับ 
...ดังนั้นอย่ามองโลกสวยไปกว่าการมองโลกด้วยความเป็นจริงครับ!!!! บางครั้งการมองโลกในแง่ดีไม่สามารถใช้ได้ในโลกของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพน่ะครับ มิฉะนั้นคงไม่มีใครที่บัญญัติคำศัพท์ (Pivot) ธุรกิจกันในโลกของ Startup 

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: บางครั้งเราก็มุ่งตลาด Inter Market จนเกินไปโดยลืมไปว่า เราเองมีความชำนาญในตลาด Local มากกว่าใคร? ลองนึกภาพว่า มีต่างประเทศเข้ามาทำตลาด Startup ในบ้านเราในบางเรื่องที่เราเองก็ไม่คิดหรือคิดแล้วก็ไม่ทำหรือทำไม่ได้หรือเราไม่เริ่มต้นทำกันแน่....เราจะมีข้ออ้างสารพัด ดังนั้น "ความเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาด Local ให้ได้ก่อนเป็นสิ่งที่จำเป็นของ Startup หรือใช้สุภาษิตประโยคนี้ก็ได้ครับ "ตาดูดาวแต่เท้าติดดิน" จะทำให้เรารู้สึกว่าเราได้เข้าถึงลูกค้าของเราได้มากกว่าใคร....ใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

ประเด็นที่ 4: เรื่องของแหล่งเงินทุนมีมากกว่า Startup ที่มาใช้บริการ (Supply > Demand) 

เรื่องที่ผมเห็นด้วย: ผมรู้สึกว่าเวลาทำ Startup ไปนานๆ มีคนมาให้เงินลงทุนมากกว่าในอดีต ทั้งส่วนตัวและภาพใหญ่ โดยบางครั้งเรากำลังจะบอกกับตัวเองว่า "วันนี้ไม่ว่าจะเป็นแบงค์หรือ VC หรือ CVC ต่างที่จะมาลงทุนใน Startup เพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเสี่ยงมากกว่าหุ้น เงินลงทุนอาจจะหายไปเลย แต่ก็มีคนมากล้าที่จะเสี่ยงกับเรา ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ ความน่ายินดีที่จะมีเงินจากผู้อื่นมาให้เราลงทุน แต่ประเด็นมันอยู่ที่ "เราเป็น Startup ที่ดีพอที่จะให้คนอื่นมาร่วมลงทุนด้วยหรือยัง" ???? มีหลาย Startup ถูกตั้งคำถามว่า ถ้าได้เงิน 1 ล้านบาท 5 ล้านบาท 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท จะเอาเงินลงทุนนั้นไปทำอะไร? คำตอบคือ....เออ ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันครับ!!!!.......ถ้าเป็นแบบนี้ใครที่ไหน จะกล้าให้เงินเรามาลงทุนครับใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: การได้เงินจากภาครัฐบาลยิ่งมีขั้นตอนมากเท่าไหร่และช้ามากเท่าไหร่ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่จะแสวงหาแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชนแทน แต่ผมไม่ได้หมายความว่าภาครัฐไม่ดีน่ะครับแค่ผมต้องการความรวดเร็วเท่านั้นยิ่งอะไรที่เป็นโครงสร้างลำดับชั้นยิ่งไม่เหมาะในเรื่องของความรวดเร็วครับ ถึงแม้จะมีการสนับสนุนจากภาครัฐก็ตาม ดังนั้นการให้เงินทุนของภาครัฐควรต้องประเมินถึงจุดนี้ด้วยครับ ผมแค่พูดถึงความรวดเร็วเพียงแค่ประเด็นเดียวน่ะครับ ...ใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

ประเด็นที่ 5: เรื่องของ Passion ความหวัง Hope และการ Adopt Technology & Culture 

เรื่องที่ผมเห็นด้วย: เรื่องของ Passion ความหวัง Hope และ การ Adopt Technology & Culture เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพอยู่แล้วครับ แต่ควรจะนำมาใช้ในช่วงเวลาและลำดับการใช้ที่ต่างกันแค่นั้นเอง

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: แรกๆ เวลาทำ Startup ทุกคนมักจะเริ่มต้นจาก Passion น่ะครับ อาจเป็น Passion สนองตัวเองหรือสังคมหรือคนใกล้ตัว Moment ที่เต็มไปด้วยความหวัง Hope โดยการนำเอา Technology หรือ Culture จากต่างประเทศบางอย่างมาใช้ในบ้านเราแต่เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรจะ Copy มันมาแบบตรงๆ โดยไม่ได้ศึกษาตลาดบ้านเรา (Local Market) หรือง่ายๆ ว่า "ถ้ามันไม่ถูกจริตกับตลาดบ้านเรา แล้วมันจะขายได้อย่างไรครับ" ดังนั้นถ้าเป็นสมัยก่อนเวลาที่จะเริ่มต้น ธุรกิจสตาร์ทอัพ มันก็อาจจะเริ่มต้นจาก Passion หรือ Pain/Gain จากลูกค้า แต่ในปัจจุบันนี้ เรื่อง "จริตกับ Market Size อาจเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า 2 อย่างแรกก็เป็นไปได้ครับ"...ใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี?? อันนี้คือเรื่องปัจจัยภายนอกน่ะครับ แต่ถ้าปัจจัยภายในผมจะยกให้เรื่อง "ทีมงาน" สำคัญที่สุดเพราะธุรกิจสตาร์ทอัพจะปรับจะเปลี่ยนอะไรยังไงก็ได้ตลอดแต่กับการเปลี่ยนทีมงานอันนี้เรื่องใหญ่ครับ......ใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

ถ้าชอบบทความนี้....สามารถแชร์เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ หรือคนที่คุณรักในวงการสตาร์ทอัพหรือคนที่จะทำธุรกิจสตาร์ทอัพหรือผู้ที่สนใจแนวคิดของธุรกิจสตาร์ทอัพได้ครับ
และมาร่วมกันพัฒนา Startup ไทยของเราไปด้วยกันครับ

อาจารย์อ๊ะ
#สอนธุรกิจให้คิดแบบStartup


อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

 "แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับผมและสามารถติดตามผมได้ที่ช่องทางด้านล่างเหล่านี้ รวมถึงสามารถเป็น FC ของผมเพื่อรับข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพและแนวคิดทางธุรกิจและเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจอีกมากมายได้ที่ ไลน์ พิมพ์หา ที่ @ajarnah (มี@) แล้วพบกันครับ!  "เหล่ามิตรรักแฟนคลับสตาร์ทอัพของอาจารย์อ๊ะทุกคน" 


-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!



วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เทคนิคการ Pitching และจิตวิทยาการคุมอารมณ์บนเวที โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

เทคนิคการ Pitching และจิตวิทยา การคุมอารมณ์บนเวที  โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)


       สวัสดีกันอีกครั้งสำหรับเพื่อนๆ ชาวสตาร์ทอัพ(Startup) ทุกคน ประจำเดือน กค 2562 นี้น่ะครับ หลังจากที่ ชาวไทยได้ผ่านงานยิ่งใหญ่ประจำปีนี้ Startup Thailand  ใน ธีมงานชื่อ Startup Nation หรือที่เรียกว่า Startup ระดับชาติกันเลยที่เดียว ถ้าใครไปมาก็ Comment แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้น่ะครับ^^

      มาว่ากันต่อถึงเนื้อหาในบทความนี้กันครับ บทความนี้ผมตั้งใจจะมาพูดถึง(หรือเขียนถึง) เทคนิคการ Pitching และจิตวิทยา การคุมอารมณ์บนเวที  Wow งานนี้มีเรื่องการควบคุมอารมณ์ด้วย.....ใช่ครับ! เพราะอาการตื่นเวทีหรือตื่นกล้อง แสงไฟ หรือผู้คนตลอดจนคณะกรรมการ...เราอาจจะมีอาการควบคุมตัวเองไม่อยู่บนเวที ยิ่งใครที่เพิ่งขึ้นเวทีมา 1-2 ครั้ง รับรองว่าเจอสายตาของคณะกรรมการไป เราอาจจะหลุด Focus เนื้อหาไปได้  ไม่ร่วมถึง Timer ตัวโตๆ ที่ โชว์ขึ้นมาไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังยิ่งดูไปยิ่งเครียด ไม่ว่าจะ 3 นาที, 5 นาที หรือ 7 นาที  และถ้าใครต้อง Pitching เป็นภาษาอังกฤษ อีกไหนจะต้องกังวลถึงการออกเสียงภาษาอังกฤษอีก!   สรุปว่า "ถ้าใครยังรู้สึกว่าเอาเวทีไม่อยู่ บทความนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณต้องอ่านก่อนขึ้นเวทีถัดไปส่วนใครที่เอาเวทีอยู่ก็แล้วก็สามารถข้ามบทความนี้ไปได้ครับ" เราไม่ว่ากันครับ เพราะผมมีหน้าที่แบ่งปันประสบการณ์และความรู้ เท่าที่ผมมีและมันก็อาจจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยครับ




ผมจะพูดถึงเทคนิคการเตรียมตัวทำการบ้าน 5 ข้อก่อนขึ้นเวที! ก่อนน่ะครับ แล้วจะตามด้วยเทคนิคของ
Pitching และจิตวิทยาการคุมอารมณ์บนเวที

เริ่มจากเทคนิคการเตรียมตัวทำการบ้าน 5 ข้อก่อนขึ้นเวที!

การบ้านข้อที่ 1: ต้องรู้ให้ได้ว่าใครจะมาเป็นคณะกรรมการของเราบ้าง?

           ทำไมต้องรู้ว่าใครจะมาเป็นคณะกรรมการ(Judge) ของเราบ้าง...คำตอบง่ายมาก เพื่อความสบายใจและการเตรียมเน้นเนื้อหาใน Slide บางครั้งเวทีไหนที่เราเน้นขายไอเดียอย่างเดียว(รอบ Ideate) อาจไม่ต้องเน้นการเงินการลงทุนหรือ รูปแบบการสร้างรายได้ แต่ถ้าเวทีไหนมีนักลงทุนมาด้วย จัดเต็มไปครับเรื่องการเงินการลงทุน Revenue Model หรือ Business Model ที่สามารถทำได้จริง ไม่ Over มากเกินไป หรือดูขาดแคลนรายได้จากความไม่น่าลงทุนของขนาดตลาด Market size ที่เล็กเกินไป

การบ้านข้อที่ 2: ห้ามใส่เนื้อหาของ Product หรือ เทคนิคทางวิศวกรรมที่ใช้มากเกินไป

          ข้อนี้หลายคนพลาดมาก ไม่ว่าคุณจะมี Feature Product  108 อย่างหรือเทคนิค AI, Deep learning, Face Recognition หรือ เทคนิคพิสดารพันลึก ก็จงอย่ายัดเหยียดสิ่งเหล่านี้ให้กับคณะกรรมการในการ Pitching เด็ดขาด(ทั้งๆ ที่ในใจเราอยากเหลือเกิน)  เพราะมันจะเหมือนการเป็น Sale ขายผลิตภัณฑ์ที่ต้องงัดทุก Function มาขาย รวมถึงพูดจาภาษาเทคนิคจ้า ฟังแล้วดูมีความรู้ขั้นเซียน! แต่กรรมการฟังไม่รู้เรื่องครับ โทษที ถ้าเป็นแบบนี้ผิดครับ!   ใจเย็นๆ Startup ไม่ใช่แบบนี้ แต่ให้เราไปขายที่ UVP (Unique value proposition) ของเราแทน ขายไปเลยครับว่าของเราแตกต่างจากคู่แข่ง 1-2 ข้อพอ เน้นที่ประโยชน์บางจุดที่ลูกค้าเราได้รับ ไม่ใช่ โมษณาให้ลูกค้ารับหลายๆ ประโยชน์จากสินค้าบริการของเรา เพราะเราอาจจะลงประเด็นตอนตอบคำถามได้ครับ


การบ้านข้อที่ 3: ถ้า Slide ของคุณมีแต่ตัวอักษรเกิน 50% ของเนื้อหาบน Slide จงลบ Slide นั่นทิ้ง!

         จงหยุดอ่านให้คณะกรรมการฟังแต่เน้นเรื่องเล่าที่สอดคล้องกันตั้งแต่ Slide แรก จนถึง Slide สุดท้ายโดยที่ใช้รูปภาพจริงหรือแบบ Infograpic ในการสื่อการเล่าเรื่องให้อารมณ์แสดงออกผ่านรุปภาพ เช่น หิวก็ต้องดูแล้วหิว, เจ็บปวดก็ต้องดูแล้วเจ็บปวด, มีความสุขก็ต้องเห็นว่ามีจริงๆ เทคนิคคือ ต้องให้รุปสื่ออารมณ์มากกว่าที่เราจะพูดออกไปจนทำให้กรรมการเห็นแค่รูปก็สื่อความหมายได้แล้ว ปล. รุปที่ดีจะทำให้เราพูดน้อยลงซึ่งมันควรจะเป็นอย่างนั้นและยิ่งถ้าเป็นรูปเรากับรูปลูกค้าของเราในสถานที่จริงก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งว่าคุณไม่ได้นั่งเทียนมาหรือไป Copy รูปของใครมา

การบ้านข้อที่ 4: จงทำจำนวน Slide ให้พอดีกับจำนวนเวลาที่ใช้ โดยเฉลี่ยหลักการของผมคือ 1 Slide ไม่ควรเกิน 1 นาทีในเวลาที่พูด

           เรื่องนี้สำคัญเพราะถ้าคุณไม่กำหนดจำนวน Slide ก่อนที่จะทำเนื้อหาสุดท้ายเราจะทำ Slide เกินเวลานำเสนอเสมอเพราะเราจะทำเนื้อหาประเภทยัดเหยียดให้คณะกรรมการฟังเสมอ....ซึ่งผิดครับ "จงอย่ายัดเหยียดทุกอย่างในเวลา 3, 5, 7  นาที มันไม่มีทางครับแต่ให้เราเน้นว่า พูดอย่างไรหรือ Pitching อย่างไรให้คนดูไปถามต่อเหมือนสร้างหนังหรืออ่านหนังสือว่าตอนจบมันจะเป็นอย่างไร? เพื่อให้คนดูลุ้นระทึกตอนจบ .... Pitch จบแต่คนไม่จบก็ว่าไป


การบ้านข้อที่ 5: จงซ้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ! 

           เพราะความมั่นใจของเราที่ขึ้นบนเวทีจะเพิ่มขึ้นจากจำนวนครั้งที่เราซ้อมและจงระลึกเสมอว่า "จงพูดให้น้อยอย่าไหลลงทะเล" เพราะถ้าเราเตือนตัวเองอยู่เสมอเราจะเป็นคนที่ Pitching ที่พูดน้อยแต่ต่อยหนักตรงประเด็นซึ่งกรรมการชอบแบบนี้ครับ อย่าเกริ่นนานต้องเข้าประเด็นทันที! และอย่าไหลออกนอกในสิ่งที่เราจะพูดและที่สำคัญที่สุด "จงซ้อมจับเวลาและบันทึกเสียงของเราไว้ทบทวนและเปิดฟังเสมอก่อนวันขึ้นเวทีจริง" การพูดเร็วเกินไปแปลว่าเราตื่นเต้น และการที่เราพูดช้าเกินไปแปลว่าเรายังจำเนื้อหาของเรายังไม่ได้ และการพูดที่เสียงไม่เต็มเสียงเสียงหายหรือเสียงหลบในพูดเบาไปหรือดังไปควบคุมโทนเสียงของเราไม่ได้แปลว่าเรายังไม่มีกำลังเสียงของเราดีพอ เน้นให้ไปวิ่งออกกำลังกายก่อนขึ้นเวที 2-3 สัปดาห์ หรือว่ายน้ำออกกำลังการก็ได้ครับ และก่อนขึ้นเวทีก็ให้สูดหายใจไป ลึกๆ 30 วินาที 2 ครั้ง กูรูการพูดระดับโลกก็ใช้วิธีนี้ครับดังนั้น "ถ้าร่างกายเรายังไม่พร้อมก็ไม่ควรที่จะขึ้นเวทีครับ" ดังนั้น เนื้อหาพร้อมร่างกายก็ต้องพร้อมเช่นกันครับ


        เมื่อทุกคนได้ทำการบ้านครบทั้ง 5 ข้อนี้แล้วผมเชื่อมั่นว่า "ความมั่นใจของเราก่อนขึ้นเวทีจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเลยครับ" จนคิดว่าบนเวทีนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ และน่าสนุกไปเลยครับ มาต่อกันครับ...

เทคนิคของ Pitching และจิตวิทยา การคุมอารมณ์บนเวทีผมจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 ก่อนขึ้นเวที 

       ให้เราไปสำรวจเวทีก่อนเสมอทั้งขนาดความสูงความยาวความกว้างแล้วลองจินตนาการว่าถ้าเราขึ้นเวทีแล้วเราจะเดินไปทางไหนจะยืนมุมไหนเพื่อไม่ให้บังจอบนเวทีหรือยืนมุมไหนที่จะกวาดสายตาให้คณะกรรมการหรือคนดูได้มากที่สุดและที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบ File Present กับคนดูแลด้วยว่า Front หล่นรุปหาย Effect ไม่มา หรือใครใช้เครื่อง Mac ทำ Power point แล้วไปเปิดบนเครื่อง Window ก็มีโอกาสเพี้ยนได้สูง พวกนี้เราต้องแก้ไขก่อนนำเสนอน่ะครับ ไม่ใช่ไปรู้ตอนอยู่บนเวทีคราวนี้พังแน่!


ช่วงที่ 2 ระหว่างการขึ้นเวที 

        ให้เรามองหาจุดรวมสายตาโดยมองไปที่หน้ากรรมการคนที่ดูหน้าตาใจดีก่อนเป็นคนแรกแล้วค่อยๆ ใช้ Eye Contact กวาดสายตาให้ครบทุกกรรมการทุกคนแล้วยิ้มออกมาและทุกครั้งที่พูดต้องพูดด้วยความมั่นใจและใส่ความเชื่อว่าสินค้าหรือบริการของเราสามารถช่วยเหลือลูกค้าได้จริงๆและที่สำคัญถ้าเป็นไปได้ ถ้าเราซ้อมมาดี การดูนาฬิกาไปพูดไปเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะจะทำให้เราเสียสมาธิและหลุดจากเนื้อหาที่เราพูดได้   นักพูดเก่งๆ จะพูดจบก่อนเวลาเสมอลองสังเกตุดู การ Pitching เกินเวลาเป็นการสะท้อนว่าเราไม่ได้เตรียมตัวมาถึงแม้ว่าเนื้อหาเราจะดีแค่ไหน? ทีมเราจะมี ดร จบมาจาก MIT หรือ สแตนฟอร์ด ทีมเราจะมีลูกค้าจริง 10 รายแล้ว  แต่ถ้า เรา Pitching เกินเวลาทุกอย่างจบกัน!


ช่วงที่ 3 ช่วง Killer Slide หรือช่วงใกล้จบ Pitching 

       ในเนื้อหาที่เราทำ Slide มักจะมี Killer Slide ที่เราวางไว้ให้ปรากฎอยู่สัก 1-2 Slide สุดแท้แต่ทีมไหนจะวางไว้ ช่วงต้น ช่วงกลางหรือช่วงปลายหรือตอนจบ ทีมไหนเรื่องไหนเด่นให้ตีร้องฆ้องดัง พูดด้วยการใส่อารมณ์ความเชื่อคูณหนักเข้าไปให้มากกว่าปกติ คณะกรรมการจะได้รู้ว่า Slide นี้ เราเน้นน่ะ เราเก่ง เราเยี่ยม เราเด่น เราไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนเรา หรือเราเหนือกว่าคู่แข่งมาก เป็นต้น หรือใครจะจบด้วยคำคมสวยๆ หรือวิสัยทัศน์ที่จะครองโลกหรือจะไปดาวอังคารก็ไม่ว่ากันขอให้ใส่อารมณ์หรือ Passion ใน Slide หน้านี้ให้สุดๆ ซึ่งถ้าเราหาหน้านี้ไม่ได้ให้ไปตกลงกันในทีมแล้วช่วยกันถามทุกคนในทีมว่า สรุปแล้วทีมเรา "อะไรเด่นที่สุด?" ก็เอามาใส่หน้านี้ได้เลย! ครับ จงจำไว้ว่า ทุก Pitch Desk ของเราต้องหา Killer Slide ให้เจอ ถ้าไม่เจอเราก็จบเหมือนกันครับ เพราะทีมอื่นเขามีในสิ่งที่เราไม่ได้นำเสนอให้กรรมการได้จดจำ จงจำไว้ว่า กรรมการต้องดู Pitch เป็น สิบกว่าทีม "ถ้าเราไม่นำเสนอจุดเด่นของเราในหน้า Killer Slide ให้กรรมการจดจำแล้วกรรมการแต่ละคนจะจดจำทีมเราได้อย่างไรละครับ จริงหรือไม่จริงลองทบทวนดูน่ะครับ อันนี้เรียกได้ว่าเป็น จิตวิทยา ให้กรรมการจดจำทีมเราน่ะครับ!

ช่วงที่ 4 ช่วง Q&A หรือ ช่วงตอบคำถาม

      Pitch จบต้อง "ยิ้มเข้าไว้ครับ" ไม่ว่าเราจะพูดดี พูดหลุด พูดไม่จบ "จงอย่าแสดงสีหน้าอารมณ์ความไม่พึงพอใจออกมาเด็ดขาด" เพราะมันจะทำให้คุณไม่เป็นมืออาชีพครับ และถ้าเจอคำถามยากๆ ก็ใช้เทคนิคตอบคำถามด้วยการทวนคำถามของคณะกรรมการไปอีกรอบก่อน (จริงๆ มันมีนัยน่ะครับ  1. คือยังคิดคำตอบไม่ออกตอนนั้น 2.จงใจให้เวลาเดินไปเพื่อกรรมการคนอื่นจะได้ไม่มีเวลามาถามเรา 5555) อันนี้เรื่องจริงน่ะครับ  ซึ่งผมก็ใช้ ใครก็ใช้ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเราก็จะทวนด้วยประโยคที่ว่า Thank you for your good question 5555 จากนั้น จงสบตากรรมการคนนั้นอีกครั้งเพื่อจะตอบคำถาม จิตวิทยาอันนี้ จะทำให้เรากลับมาเป็นผู้ที่อยู่เหนือกรรมการอีกครั้งและกรรมการจะรู้สึกด้อยไปถ้าเราตอบคำถามนั้นด้วยความ Clear จนกรรมการเชื่อในคำตอบของเราและไม่กล้าที่จะถามเราอีก ถึงตอนนี้เราควรที่จะยิ้มเพิ่มอีกครับ เพราะมันจะทำให้เรามั่นใจขึ้นมาอีกและคำถามที่ 2 เราก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ ซึ่งอย่างมากก็ไม่เกิน 3 คำถามที่ คณะกรรมการจะถามเราได้เพราะเวลาถามตอบก็จะหมดลง ดังนั้นเราต้องเป็นคนคุมเกมส์ให้ได้จากคำถามแรกน่ะครับ ซึ่งเราต้องใช้รอยยิ้มสยบอารมณ์ของเรา ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วคำถามนั้นเราตอบไม่ได้ก็ตาม......แต่เดี๋ยวก่อนครับ!!!! มีเคล็ดลับอีกข้อหนึ่งในกรณีที่เราตอบคำถามนั้นด้วยตัวเราไม่ได้จริงๆ  เราอาจจะขออนุญาติให้เพื่อนในทีมตอบแทนให้ครับ  และถ้าท้ายที่สุดแล้วเราเองหรือเพื่อนก้ไม่สามารถตอบได้(บังเอิญเจอกรรมการโหด)  ให้น้อมรับไปเลยครับ ว่าครับ ผมจะไปหาข้อมูลเพิ่มมาครับ หรือทางทีมเรามีข้อจำกัดแบบนี้ แบบนั้น ห้ามไหลตอบแบบมั่วๆ ไปโดยที่ไม่รู้จริงน่ะครับ จะทำให้เราหมดความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก ดังนั้น อารมณ์ต้องนิ่งครับ "ได้คือได้ ไม่ได้คือไม่ได้" ห้ามโทษว่ากล่าวสิ่งใด หลังการตัดสิน...


          และนี่คือ ทั้ง 4 ช่วงของ เทคนิคของ Pitching และจิตวิทยา การคุมอารมณ์บนเวทีของผมซึ่งเพื่อนๆ ลองนำไปใช้กันดูน่ะครับใครใช้แล้วเป็นอย่างไรกันบ้าง Comment มาเล่าสู่กันฟังน่ะครับ แต่อย่าลืม เราต้องฝึกเทคนิคการเตรียมตัวทำการบ้าน 5 ข้อก่อนขึ้นเวที! ด้วยน่ะครับ  ซึ่งสุดท้ายแล้ว เหมือนกับที่ซุนวูบอกไว้ล่ะครับ "รู้เขารู้เรารบ ร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง"  และความมั่นใจบนเวทีย่อมเกิดจากการที่เราฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้นครับ และอย่าลืมว่า ไม่ว่าเราจะพูดดีหรือไม่ดีในเวทีไหนๆ ก็จงอย่าแสดงอารมณ์สีหน้าความไม่พอใจออกมา เพราะมันจะทำให้เราดูไม่เป็นมืออาชีพ

        สุดท้ายนี้  "ไม่มีผู้ชนะใดที่ไม่เคยผ่านความพ่ายแพ้หรือความล้มเหลวมาก่อน"  ดังนั้นทุกครั้งที่เรา Pitching ไม่ผ่านหรือไม่เข้ารอบ จงมองหาข้อดีและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเวทีนั้นๆ มาทำให้เราเข้มแข็งขึ้นไปอีกครับ   ซึ่งถ้าเราไม่ยอมแพ้ จะต้องมีเวที ที่เราเป็นผู้ชนะหรือผ่านเข้ารอบอย่างแน่นอนครับ!


 อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

 "แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับผมและสามารถติดตามผมได้ที่ช่องทางด้านล่างเหล่านี้ รวมถึงสามารถเป็น FC ของผมเพื่อรับข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพและแนวคิดทางธุรกิจและเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจอีกมากมายได้ที่ ไลน์ พิมพ์หา ที่ @ajarnah (มี@) แล้วพบกันครับ!  "เหล่ามิตรรักแฟนคลับสตาร์ทอัพของอาจารย์อ๊ะทุกคน" 


-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!




วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Growth Mindset เป็นเคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังของคนสตาร์ทอัพ(Startup) ทุกคน โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

Growth Mindset  เป็นเคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังของคนสตาร์ทอัพ(Startup) ทุกคน โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

     สวัสดี FC ของอาจารย์อ๊ะทุกคนประจำเดือน มิย นี้ น่ะครับ  "ช่วงนี้เราจะได้ยินคำว่า  Growth Mindset  กับ Fixed Mindset" กันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจากทาง โลกออนไลน์หรือ โลก Off line หรือในวงการของหนังสือ ชื่อดังระดับโลก ที่ชื่อว่า  "Mindset-Changing the way you think to fulfil your potential" โดย Dr. Carol S. Dweck และก็มีคนไทยนำมาแปลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆ อาจลองไปหาอ่านดูได้น่ะครับ....แต่เดียวก่อนครับ  หลายคนกำลังงงว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ บทความสตาร์ทอัพในบทความนี้!....อืม นั่นสิครับ  เอาเป็นว่า บทความนี้ ผมตั้งใจจะเป็น ภาคต่อ ภาคขยายของบทความที่แล้ว ที่ชื่อ "5 Mindsets ที่เป็นเคล็ดลับจะเปลี่ยนคุณให้เป็นคนฝั่งเดียวกันกับคนสตาร์ทอัพ(Startup)" ดังนั้นถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความที่แล้ว สามารถกลับไปอ่านก่อนได้น่ะครับ! จะได้มีความต่อเนื่องกับบทความนี้




ถ้าจะถามว่า Growth Mindset  เกี่ยวข้องอย่างไร ?  กับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ คำตอบสั้นๆ  ก็คือ "สตาร์ทอัพต้องเน้นการเติบโต ถ้าไม่เติบโตก็ไม่เรียกว่าทำธุรกิจแบบแนวคิดสตาร์ทอัพที่เน้นการเติบโตเป็นจำนวนเท่า 2X, 5X หรือ 10X"  แต่ช้าก่อนน่ะครับ! หลายคนกำลังนำเรื่อง  Growth Mindset ไปผูกในเรื่องของการเติบโตอย่างเดียว จริงๆ อาจจะไม่ถูกต้องตามแนวคิดของ Dr. Carol S. Dweck เท่าไหร่นักเพราะอย่าลืมว่า คนที่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพทุกคนก็ต้องเน้นการเติบโตทั้งนั้นล่ะครับ เพียงแต่ว่าใครจะนิยาม คำว่า "เติบโต" ด้วยนิยามของใครที่จะนำมาเป็นตัวชี้วัด(KPI) ในธุรกิจกัน ซึ่งถ้าจะยกความดีความชอบของแนวคิดนี้ที่สัมพันธ์กับการสร้างธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ ผมจะอิงทฤษฎีของ สตาร์ทอัพที่ว่า  สตาร์ทอัพ = Experimental(การทดลอง) มากกว่า เพราะว่า "เราจะไม่รู้ถึงผลลัพธ์ของมันได้เลย ถ้าผลการทดลองยังไม่ถึงตอนท้ายของการทดลองว่ามันจะตรงกับสิ่งที่เราคิดที่เราตั้งสมมติฐานหรือทฤษฎีตั้งต้นของเราหรือไม่?" แล้วเราจะไปต่อกันอย่างไร(Pivot)?  อันนี้ล่ะครับ ที่จะเป็นหัวใจของบทความนี้ที่ผมได้นำเสนอ   ดังนั้น ถ้าจะถามถึง สมการของ สตาร์ทอัพที่ถูกต้องมันควรจะมาจาก 

        สตาร์ทอัพ = Experimental + Pivot  = Growth   หรือ ที่หลายคน ชอบเรียกว่า สตาร์ทอัพ = Growth นั่นเอง! 

แต่เคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังนี้ก็คือ "ทุกคนที่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นต้องเรียนรู้ที่จะล้มให้เร็ว(Fail fast) และพร้อมที่จะลุกขึ้นแล้วเดินหรือวิ่งไปต่อโดยพร้อมที่เรียนรู้และทราบอยู่แล้วว่าหนทางข้างหน้าเราก็อาจจะเจอหลุมและล้มได้อีกเพียงแค่เราไม่หยุดเดินและนำเอาประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราปรับเปลี่ยน Business Model เพื่อให้ธุรกิจของเราได้ไปต่อได้"  ดังนั้น คนที่แพ้หรือคนที่ล้มเลิกในธุรกิจสตาร์ทอัพก็คือ "คนที่ไม่พร้อมที่จะไปต่อนั่นเอง"  ดังนั้น ถ้าคนๆ นั้น มีแนวคิดที่ไม่โทษต่อโชคชะตาและนำแนวคิดของ Growth Mindset  เอาไปใช้งานจริงๆ  ทุกคนก็จะสามารถผ่านมรสุมชีวิตของวิกฤติของธุรกิจสตาร์ทอัพของเราได้ ซึ่งการ Pivot เพื่อให้ธุรกิจสตาร์ทอัพของเราให้ได้ไปต่อ เช่น 

1. Pivot ลูกค้า หรือแบ่ง Customer Segment ใหม่? หรือเปลี่ยน Persona กันไปเลย
2. Pivot ช่องทาง (Channel)  การมาของลูกค้าใหม่ 
3. Pivot Revenue Model (ช่องทางการได้รายได้ใหม่) 
4. Pivot Cost (คิดต้นทุนการดำเนินงานใหม่) 
5. Pivot Partner (เปลี่ยนคู่ค้าใหม่) 
6. Pivot Business Model ใหม่ หรือจะทำ Model A/B Testing ก็ไม่ว่ากันถ้ายังไม่มั่นใจ
7. Pivot Team (เปลี่ยนทีมใหม่) 

      ซึ่งเราควรจะทำจาก 1-7 ตามลำดับน่ะครับ ไม่ใช่ เอะอ่ะ อะไร ก็เปลี่ยนทีม, เปลี่ยนธุรกิจกันเป็นว่าเล่นแบบนี้ ไอเดียธุรกิจของเราจะช้ำหมดน่ะครับ  นั่นก็แปลว่า "เราอาจที่จะไม่พร้อมที่จะเป็นนักธุรกิจสตาร์ทอัพจริงๆ ก็เป็นไปได้" เพราะถ้า Pitching แค่ 3-7 นาที แล้วไม่ผ่านหรือรับไม่ได้กับคำตัดสินของกรรมการหรือ Pitching แล้วตกรอบแรกหรือ รอบที่ 2,3,4...N แล้วก็ยังไม่ผ่านไม่ถูกใจกรรมการซะที(จริงๆ) ควรให้โอกาสตัวเองถึง 3 ครั้งก่อนน่ะครับ!  เผื่อพิจารณาว่า "แต่ละครั้งที่เราไม่ผ่านการ Pitching เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์อะไรบ้าง" เพื่อที่เราจะกลับมาเวทีใหม่เพื่อให้ "คมชัดจัดเต็มเล่นใหญ่"  ได้ดีมากขึ้น ซึ่งถ้าใครรับไม่ได้กับกระบวนการคัดกรองนี้ ก็ไม่น่าที่จะเหมาะกับ "วิถีของสตาร์ทอัพ" แล้วละครับ "เพราะในธุรกิจจริงนั้นโหดร้ายมากกว่า Comment ที่โหดร้ายจาก คณะกรรมการมากนัก"  ดังนั้นบทความนี้อาจารย์อ๊ะเขียนมาเพื่อให้  ทุกคนที่กระโดดเข้ามาใน "วิถีของสตาร์ทอัพ" ให้ทำการบ้านให้มากพอ มากพอที่จะบอกใครๆ ได้ว่า "ไม่มีใครรู้ดีที่สุดเท่ากับเราในธุรกิจสตาร์ทอัพของเราที่เราได้นำเสนอออกไป"  เพราะเราล้มมามากพอ ดังนั้น "ถ้าเราไม่ได้มองว่าโลกสวยเกินไปเราจะทำการบ้านมาเป็นอย่างดีในทุกๆ ครั้ง เพื่อที่เราจะได้ชนะในสนาม Pitching และในสนามจริงของธุรกิจของเรา" 

-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)


2. เฟสบุ๊คแฟนเพจ (Fanpage)

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.กด Line เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!



ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!

คุณไม่ได้ขาด AI ตัวใหม่ แต่คุณอาจกำลังขาด “ทักษะที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ”

  คุณไม่ได้ขาด AI ตัวใหม่ แต่คุณอาจกำลังขาด “ทักษะที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ” เรียน AI มาแทบทุกตัว ซื้อ Skill เพิ่มเป็นร้อย ทำคลิปได้เร็วขึ้น ภา...