วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

"The New Normal ที่เราต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลง" โดย อาจารย์อ๊ะ ที่ปรึกษา Startup สำหรับ SME

     วันนี้ผมว่าเราได้ยินคนพูดถึงคำว่า "New Normal" กันมากขึ้นเรียกว่าเราจะได้ยินทุกวันทุกสื่อทั้งคนดังที่มีชื่อเสียงออกมาพูดและคนในวงการสื่อในโลกออนไลน์จากเหล่า Influencer เรียกได้ว่า คำนี้เกิดมาคู่กับสถานการณ์โลกที่ต้องเผชิญกับปัญหาโรคระบาดในปี 2020 นี้ ที่เรียกว่า ไวรัส Corona ที่ปัจจุบันเราจะเรียกกันสั้นๆ ว่า ไวรัส Covid-19 ซึ่ง 19 ก็หมายถึงปลายปี 2019 ที่เกิดการระบาดของไวรัสชนิดนี้ที่เมือง อู่ฮั่นที่ประเทศจีนนั่นเอง  ซึ่งต่างก็แพร่กระจายไปทั่วโลกในเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ปลายปี 2019 จนถึงปัจจุบันนี้ คือ ปลายเดือน เมษายน 2020  ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกทะลุหลักล้านคนและยอดผู้เสียชีวิตทะลุหลักแสนคนจนสถานการณ์เข้าขั้นที่ควบคุมไม่ได้หลายประเทศจึงออกมาตรการ ประกาศ Lock Down ให้ผู้คนอยู่ในบ้านและพยายามงดการออกไปพบปะผู้คนและหลายกิจการต้องถูกปิดตัวชั่วคราวลงไป(หลายกิจการอาจปิดถาวรเพราะไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะพลิกฟื้นมาเมื่อไหร่!) 

     ผู้คนทั่วโลกมีอัตราการว่างงานหลายล้านคนหลายบริษัทเริ่มปรับลดเงินเดือนพนักงานลงแทนที่จะเลือกปลดพนักงานออกถึงแม้ว่าในสถานการณ์ดูเหมือนจะสามารถควบคุมผู้ติดเชื้อได้ในหลายประเทศ(รวมทั้งประเทศไทยด้วย) แต่ก็ยังไม่มีสัญญานของการค้นหาวัคซีนหรือตัวยาที่สามารถฉีดเพื่อป้องกันหรือจัดการกับไวรัสตัวนี้ได้เพราะวงการแพทย์ต่างก็ต้องใช้เวลาวิจัยทางการแพทย์ไม่ต่ำกว่า 1 ปีจากข่าวหลายสำนักพูดตรงกัน วันนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสงครามเชื้อโรคที่เราไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไร? หลายสำนักมีการประมาณการณ์ไว้ว่าอาจถึง 18 เดือน ถึง 2 ปี ที่เราต้องอยู่กับมันให้ได้และเราต้องทำ Work From Home ไปจนถึงขั้น Stay at Home กันอีกต่อไปซึ่ง ผมว่าหลายคนเริ่มชินกับมันและเริ่มที่จะปรับตัวกันได้บ้าง(แต่ไม่อาจถึง 100% เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องพบปะผู้คนจริงหรือไม่?) และอีกหลายคนก็ยังทำใจลำบากและทำตัวลำบากกับการอยู่แต่ในบ้านเพราะไม่กล้าออกไปใช้ชีวิตในรูปแบบปกติเหมือนเคย ดังนั้นคำว่า "New Normal" จึงกลายเป็น "มาตรฐานใหม่ที่ดูเป็นปกติที่เราต้องทำมันจนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่(New Norm) ในสังคมเรา" หรือจะให้เรียกสั้นๆ ว่าจริงๆมันก็คือ "นิสัยใหม่" ของเราที่เราถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงเพราะ ไวรัสตัวนี้นั่นเอง! ทำให้เราได้รับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าการ "Disrupt" ทางเทคโนโลยีหรือถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ไวรัส Covid-19 เป็นตัวเร่งปฎิกิริยาให้ทั่วโลกเข้าสู่สังคมการใช้ชีวิตใหม่ที่เร็วขึ้นมากและเหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ....เพราะ




          หลังจากนี้เราจะใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องคิดเป็นระบบมากขึ้น(System Thinking) เช่น การกินเพื่ออยู่หรือจะอยู่เพื่อกิน, การที่ต้องสำรองอาหารไว้ล่วงหน้าหลายมื้อ, การกลับมาใช้วิธีหุงหาหรือทำอาหารง่ายๆ ไว้ทานกันเองในบ้านจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอกบ่อยๆ, การออกกำลังกายที่บ้าน(เพราะ Fitness ปิดหมด) การใช้มือถือในการสั่งอาหารมารับประทาน(เพราะร้านอาหารไม่ให้นั่งรับประทานในร้านดังนั้น ธุรกิจ Food Delivery จะโชคดีสุดๆ) การสั่งของใช้ในบ้านผ่านมือถือ(ธุรกิจ E-Commerce จะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นมาก), การทำธุรกรรมโอนเงินหรือจ่ายเงินผ่านมือถือเพิ่มขึ้นโดยที่เรารู้สึกว่าวันๆ หนึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องพกเงินสด(เราอาจจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด(Cashless Society ที่เร็วขึ้น), การทำงานที่บ้านการประชุมออนไลน์ใช้แอปพลิเคชั่นที่เราไม่เคยใช้หรือเคยใช้แต่ไม่บ่อยก็กลับต้องใช้ถี่ขึ้น, หรือการสร้างงานจากออนไลน์ เช่น ใครไม่เคยใช้ Platform ในการขายของออนไลน์ก็ต้องเรียนรู้ที่จะขายของบนโลกออนไลน์(ใครที่ทำอยู่ก่อนหน้าแล้วก็อาจจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง) แต่ถ้าใครที่ยังไม่เคยใช้แอปพลิเคชั่นพวกนี้ เหล่านี้เป็นโลกใหม่สำหรับพวกเขาครับดังนั้นนาทีนี้ไม่มีใครเก่งเกินใครแล้วเพราะพวกเราโดน Set Zero กันทุกคน...เพราะมันคือทักษะใหม่(New Skill) ที่เราไม่อาจคิดว่าจะต้องใช้มันแต่นาทีนี้ "การตลาดและการขายของบนโลกออนไลน์จะเป็น "ทางรอดไม่ใช่ทางเลือก"

     รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำผ่านระบบออนไลน์หรือโปรแกรมบนมือถือ..ลากยาวไปจนถึงการปรับพื้นที่การใช้สอยในบ้านให้เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการใช้ชีวิตในบ้านที่มากกว่าอยู่ที่ทำงานหรือเราอาจจะเข้าสู่บ้านอัจฉริยะ(Smart Home & Smart Living) กันเร็วขึ้นและนั่นเราก็จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของอินเตอร์เนตและระบบ Cloud ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น(ในอนาคตถ้าของในตู้เย็นของเราใกล้หมดระบบตู้เย็นของเราก็จะเตือนให้เราออกคำสั่งซื้อไปยังร้านค้าออนไลน์ทันที!) และนอกจากนั้นเราอาจจำเป็นต้องสมัครสมาชิครายเดือน(Subscribe) ของ Netflix เพื่อดูหนังแทนการออกไปดูหนังในโรงภาพยนตร์(เพราะห้างสพรรพสินค้าถูกปิดการให้บริการหรือเรายังไม่ไว้ใจในการที่เราต้องอยู่กันในสถานที่บริการที่มีการให้บริการกับคนเยอะๆ มารวมกัน)  หรือธุรกิจเกมออนไลน์ถูกกลับมาบูมอย่างต่อเนื่องอีกครั้งไม่ว่าจะเป็น E-Sport หรือ คนที่ต้องการเล่นเพื่อเพิ่มการพบป่ะเพื่อนใหม่ๆ รวมทั้งโปรแกรม Dating Online ต่างๆ ก็อาจกลับมาคึกคักอีกครั้ง! ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกถูกกดลงแบบดิ่งสุดๆ ในรอบประวัติศาสตร์โลกแต่เราก็ไม่สามารถขับรถไปไหนมาไหนได้เหมือนสภาวะปกติ! 

         ถ้าวันนี้เราเห็นคนสูงอายุเริ่มเล่นไลน์และเฟสบุ๊คเพิ่มขึ้นต้องชื่นชมพวกเขาน่ะครับ ไม่ใช้เพราะเขาต้องการปรับตัวน่ะครับ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้มันถูกเชื่อมต่อเขากับสังคมและวิถีชิวิตของพวกเขาต่างหากและที่น่าชื่นชมก็คือ พวกเขาสามารถเชื่อมต่อความห่วงใยผ่านสังคม (Social Online) ที่ว่านี้ แบบนี้มันกลายเป็น New Normal ปกติที่เราคุ้นเคยและอยู่กับมันไปล่ะครับและอย่าลืมว่า "เทคโนโลยีนับวันได้แต่ถูกลงและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมาก" ปัจจุบันนี้ มือถือ เครื่องล่ะ 4 พันบาทแต่มีประสิทธิภาพมากกว่ามือถือเครื่องละเป็นแสนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว  และถ้าจะใช้มือถือที่มีคุณสมบัติที่ว่านี้เมื่อ 10 ปีที่แล้วเราอาจจะต้องจ่ายถึงเครื่องล่ะ 2-3 หมื่นบาทแต่ก็ได้ประสิทธิภาพแค่ 30-40% ของมือถือเครื่องล่ะ 4 พันบาทในปัจจุบัน  หมายเหตุ: "ถ้าใครเคยใช้ Palm OS  หรือ Window Phone สมัยนั้นคงทราบดีและถ้าใครเคยใช้มือถือรุ่นกระดูกหมู ยี่ห้อ Motorola และ Nokia รุ่นยอดฮิต 3310 หรือรุ่นปุ่มปีกผีเสื้อ  คงทราบราคาและประสิทธิภาพกันดี แน่นอนว่า "ราคาที่จ่ายสามารถซื้อทองคำได้ 1 บาทในเวลานั้นเลยครับ!" 

    ปัจจุบันเราอยู่ในยุคของอินเตอร์เนต(Internet) ซึ่งอีกไม่นานโครงข่าย 5 G ก็จะครอบคลุมทั้งประเทศไทย(อาจจะใช้เวลาอีก 1-3 ปี) แต่ผมก็ว่าปัจจุบันเราก็เพียงพอที่จะใช้ชีวิตอยู่บนความเร็วของอินเตอร์เนตในปัจจุบันยกเว้นบางอาชีพหรือบางธุรกิจที่ต้องใช้ประโยชน์จากความเร็วของอินเตอร์เนตสูงๆ เช่นในโรงพยาบาล,(ในอนาคตเราอาจจะอยากใช้บริการ Tele Health กันมากขึ้นก็ได้!)  หรือในอุตสาหกรรมบางประเภทที่ต้องการความแม่นยำสูงแบบ Realtime และ Robotic (หุ่นยนต์) 

           วันนี้ในบทความของผมตอนนี้ผมจะไม่พูดถึงว่า The New Normal  "ใครจะได้ประโยชน์และใครจะเสียประโยชน์" แต่ผมจะเน้นย้ำที่ว่า "เราทุกคนต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลง"  และจงใช้วิกฤติการณ์ครั้งนี้ ในการปรับเปลี่ยนเข้าหาทุกเทคโนโลยีที่เป็นไปได้ที่จะสามารถช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ว่าทางด้านปัจจัยสี่เอง หรือเราต้องสร้างความต้องการที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มพูนทักษะของชีวิตและอยู่กับ    วิฤติการณ์นี้ให้ได้เสมือนว่าเรากำลังเรียนรู้เทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ บนโลกใหม่ใบเดิมนี้! จงใช้ชีวิตและมองหาบรรทัดฐานใหม่ของสังคม ที่ไม่ว่าเราจะเป็นใครในสังคมนี้ที่อยู่ร่วมกัน คน Gen X, Gen Y , Gen Z หรือคนยุค Baby Boomer ไม่ว่าเราจะเป็นพนักงานบริษัท, ลูกจ้างชั่วคราวในบริษัท, เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการ SME, คนที่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพ(Startup) หรือพนักงานในบริษัทระดับโลกหรือเจ้าของบริษัทระดับแสนล้านบาทก็ตาม...วันนี้เราอาจต้องตั้งคำถามให้กับตัวเราใหม่ว่า "เราพร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงจากวิฤติในครั้งนี้จากวิสัยทัศน์ของเราในอีก 5-10 ปี ข้างหน้าหรือจากวิฤติการณ์ในครั้งนี้   เราจะใช้ "วิ" ไหนในการปรับตัว  "วิกฤติ" หรือ "วิสัยทัศน์" ก็จงเลือกเอาครับ!


     "ถ้าชอบบทความนี้และเห็นว่าเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ และคนที่คุณรักสามารถกดแชร์(Share) หรือคอมเม็นท์ (Comment) เพื่อแบ่งปันข้อมูลและความคิดเห็นในบทความนี้ให้กับทุกคนได้เช่นกันครับ"

-ด้วยความปรารถนาดีจาก-
แอดไลน์(Line) พิมพ์หา  @ajarnah
อ่านบทความอื่นต่อหรือติดตามอาจารย์อ๊ะได้ที่: www.ajarnah.com

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.  เฟสบุ๊คแฟนเพจ (Fanpage)

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

        ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 

กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!

  แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ^^
   อาจารย์อ๊ะ



      



วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563

"สตาร์ทอัพ(Startup) ต้องออกไปพบลูกค้า อย่ามุ่งหาคำตอบกันเอง" โดย อาจารย์อ๊ะ-สอนทำ Startup

"สตาร์ทอัพ(Startup) ต้องออกไปพบลูกค้า อย่ามุ่งหาคำตอบกันเอง" โดย อาจารย์อ๊ะ-สอนทำ Startup 

 ลูกค้าของคุณคือใคร? ใครคือลูกค้าของคุณกันแน่?
“คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ” สรุปใครคือ Byer 
Persona ของธุรกิจสตาร์ทอัพ(Startup) ของเรากันแน่?
ผมว่า คำถามข้างต้นเหล่านี้ “คนที่ทำธุรกิจทุกคนควรจะ
ตัองตอบให้ได้ในทางทฤษฎีครับ! ผมไม่เถียง แต่ในทาง
ปฎิบัติ เราควรจะ Focus คนที่จ่ายเงินให้เรา หรือคนที่ใช้
ผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรามากกว่ากันในกรณีที่ “คนใช้
ไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ใช้” คำตอบ คือ อะไร?


🏁🏁🏁🏁🏁🏁🏁🏁
อาจารย์อ๊ะ จะมาเล่าให้ฟัง
👏👏👏👏👏👏👏👏

รูปแบบที่ 1: ธุรกิจที่เราไม่ได้จ่ายเงินซื้อเองเพราะคนอื่นซื้อให้ เช่น การซื้อประกันให้คนอื่น, การซื้อ Package ท่องเที่ยวไว้เผื่อคนอื่น, การซื้อของออนไลน์ให้คนอื่นเพราะความหวังดีของเรา เช่นโปรโมชั่นตอนนี้ ลด แลก แจก แถม —-> ธุรกิจแบบนี้ ไม่ค่อยต้องการที่จะซื้อซ้ำในเวลารวดเร็วเน้นขายแบบ Flash Sale ทีเดียวจบแล้วจากไป ดังนั้นให้ Focus คนที่จ่ายเงินให้เราเป็นหลักครับ! 

รูปแบบที่ 2: ธุรกิจที่เราต้องซื้อผลิตภัณฑ์หรือการบริการเองไว้ใช้เอง ธุรกิจแบบนี้ต้องการ การซื้อซ้ำบ่อยมากกว่าแบบแรก และธุรกิจสตาร์ทอัพ(Startup) ส่วนใหญ่เกือบ 100% ต้องทำแบบนี้ครับ เพราะอัตราการที่ลูกค้ามาซื้อซ้ำ มีความสำคัญมากกว่า การที่เราต้องออกไปหาลูกค้าใหม่มาก เพราะเราจะเจอกับคำว่า “ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ มีต้นทุนมากกว่าการให้ลูกค้าเดิมกลับมาใช้บริการซ้ำหลายเท่านัก!!! จริงหรือไม่จริง? ลองทบทวนดูในบริษัทน่ะครับ

            แต่ทำอย่างไร? เราจะถึงให้ลูกค้าเดิมกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราอย่างต่อเนื่อง        คำตอบของวิถีสตาร์ทอัพคือ “เราจะใช้การตลาดแบบ บอกต่อเองครับ(Referal) โดยผู้ใช้นี่แหละ เป็นตัวการทำการตลาดได้ดีที่สุด เพราะเราเชื่อมั่นจึงใช้ซ้ำ เพราะเราเชื่อมั้นจึงบอกต่อ(Viral) 

           ดังนั้นการที่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ สินค้าหรือบริการของเราต้องสามารถตอบโจทย์ลูกค้าของเราได้เป็นอย่างดี...ซึ่งแน่นอนว่า “เราไม่สามารถนั่งเทียนที่จะหาคำตอบเองได้ว่าลูกค้าของเราต้องการอะไร? Guru ทางด้านสตาร์ทอัพระดับโลก เคยกล่าวไว้ว่า “เอาเวลาที่เรานั่งเถียงกันในห้องประชุมนั่น ออกไปพบลูกค้าดีกว่าครับ เพราะ คำตอบของลูกค้าไม่เคยอยู่ในห้องประชุม” และสตาร์ทอัพต้องออกไปพบลูกค้า อย่ามุ่งหาคำตอบกันเอง ครับ 🙏🙏😊😊

          ***ถ้าเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือผู้ที่สนใจที่จะทำธุรกิจ                สตาร์อัพ(Startup) สามารถแชร์ออกไปได้ครับ...เพื่อเราจะได้เห็นประเทศไทยของเรามีธุรกิจสตาร์ทอัพ(Startup) ที่เติบโตและแข่งขันในระดับโลกได้ต่อไปครับ! 

-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


             "ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  และช่วยกันกดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!

ด้วยความปรารถนาดีจาก
แอดไลน์ พิมพ์หา @ah99
อ่านบทความอื่นต่อหรือติดตามอาจารย์อ๊ะได้ที่: www.ajarnah.com


วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

สตาร์ทอัพ(Startup) ไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้าอยากสำเร็จต้องหมั่นทดลอง โดย อาจารย์อ๊ะ-สอนทำ Startup


สตาร์ทอัพ(Startup) ไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้าอยากสำเร็จต้องหมั่นทดลอง
โดย อาจารย์อ๊ะ-สอนทำ Startup

🔥....เรื่องมันมีอยู่ว่า หลังจากที่ผมได้ให้คำปรึกษาในการ
ทำธุรกิจสตาร์ทอัพ(Startup) ให้กับใครหลายๆ คน สิ่งที่
ผมพบก็คือ “ส่วนใหญ่เรามักจะตั้งธงหรือตั้งปลายทางไว้
ในใจอยู่แล้ว...ใช่หรือไม่? 😊😊😊 ลองดูจากประโยค
เหล่านี้......
1. ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ลูกค้าน่าจะชอบเลย
2. พี่ว่าไอเดียนี้ของพี่มันต้องเกิดแน่ๆ!!! 
3. ผมว่าปัญหานี้ผมต้องการคนช่วยเหลือเพราะผมก็เจอปัญหานี้กับตัวเองบ่อยๆ
4. ถ้ามีแอปแบบนี้ มันน่าจะดีน่ะ
5. ไอเดียนี้โคตรเจ๋งอย่าเพิ่งไปบอกใครน่ะ

6. ธุรกิจแบบนี้มันน่าจะ Work เพราะที่เมืองนอกเข้าทำสำเร็จกันมาแล้ว
7. ผมอยากทำแอปเรียก....หรืออยากทำแอปรวมช่าง....
หรืออยากมีแอป......
8. มีงบหลักพันหรือหลักหมื่นอยากทำแอปง่ายก่อนได้ไหม
 มันไม่ผิดเลยครับที่ทุกคนจะคาดหวังอะไร
เหล่านี้ล่วงหน้า .....แต่มันผิดที่เราอาจจะมโนไปเองว่ามันจะ Work ต่างหาก ......คราวนี้วิธีแก้จะทำไงดี? 
วิธีแก้
“มีอยู่หนทางเดียวครับ” คือ ออกไปทดสอบตลาด
ก่อนว่า “มันมีความต้องการจริงในท้องตลาดไหม?” 
บางคนทำสตาร์อัพลูกค้าเป็น B2C(Business to 
Customer) บางคนก็เป็นลูกค้าองค์กร(Business to 
Business) บางคนก็เป็นลูกผสม(B2B2C) แต่สุดท้าย
ลูกค้าของเราจะตอบเองว่า “เขาต้องการผลิตภัณฑ์หรือ
บริการของเราหรือไม่? เริ่มจากง่ายๆ เลยครับ ด้วย
ประโยค “ถ้าเรามีผลิตภัณฑ์หรือบริการหรือแอปพลิเคชั่น
แบบนี้ ลูกค้าเราต้องการหรือไม่? ลองถามลูกค้าให้ได้ 
อย่างน้อย 10 คนหรือยิ่งมากยิ่งนี้ ภาษาสตาร์อัพเรียกว่า
การทำ (Problem-Solutions fit) หรือที่เรามักเรียกมันว่า
ปัญหานั้นๆ “สมควรที่จะแก้ไขด้วย Solution ของเราหรือ
เปล่า.....ทำไปเรื่อยๆ แล้วเราจะพบผลิตภัณฑ์หรือบริการ
ขั้นต้นที่เพียงพอที่ลูกค้าต้องการมันก่อนครับ! “อย่าเพิ่ง
ทำอะไรที่เยอะแยะมากมายแต่ลูกค้ากลับไม่ต้องการมัน
แต่จงเน้นทำมันทีละน้อยแต่ลูกค้ายังต้องการมันก่อนครับ”
เพราะ “สตาร์ทอัพ ไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้าอยากสำเร็จต้องหมั่นทดลอง” ครับ 🎉
***ถ้าเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือผู้ที่สนใจที่จะทำธุรกิจ
สตาร์อัพ(Startup) สามารถแชร์ออกไปได้ครับ...เพื่อเราจะได้เห็นประเทศไทยของเรามี
ธุรกิจสตาร์ทอัพ(Startup) ที่เติบโตและแข่งขันในระดับโลกได้ต่อไปครับ!


-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  และช่วยกันกดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!

ด้วยความปรารถนาดีจาก
แอดไลน์ พิมพ์หา @ah99
อ่านบทความอื่นต่อหรือติดตามอาจารย์อ๊ะได้ที่: www.ajarnah.com

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

5 คำถามที่คนทำสตาร์ทอัพ(Startup) ต้องเจอเวลาที่ถูกกรรมการถามตอบ(Q&A) ตอน Pitching โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

5 คำถามที่คนทำสตาร์ทอัพ(Startup) ต้องเจอเวลาที่ถูกกรรมการถามตอบ(Q&A) ตอน Pitching 
โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

       สวัสดีกันอีกครั้งสำหรับเพื่อนๆ ชาวสตาร์ทอัพ(Startup) ทุกคนในปลายเดือน พ.ย 2562 ปีนี้  สำหรับปลายปีนี้ใครที่เตรียมงาน(Pitch Desk) ไว้ Pitching ปลายปีนี้ หรือต้นปี พ.ศ 2563 หรือ ค.ศ 2020 กันบ้าง?  สำหรับบทความนี้ จะเป็นบทความที่เรียกว่า อาจารย์ อ๊ะ มาเกร็งคำถามคำตอบให้กับเพื่อนๆ ชาวสตาร์ทอัพทุกคนเลย....หรือจะเรียกว่ามาเฉลยแนวทางการตอบคำถามให้กับทุกคนจะดีกว่าครับ!

       เมื่อเราทำ Presentation หรือ Pitch Desk เพื่อเตรียมตัวไป Pitch งานให้กับนักลงทุนฟังเพื่อขอเงินลงทุนไม่ว่าเราจะอยู่ใน State ไหนตั้งแต่ Idea State ไปจนถึงมีลูกค้าแล้ว หรือมี Traction ที่แสดงการเติบโตอย่างหน้าสนใจแล้วและมี Killer Slide ชนิดที่ว่า "หน้านี้เป็น Slide หน้าเด็ด ที่เมื่อเปิดมาแล้วกรรมการจะต้องยอมรับใน ไอเดียของการนำเสนอเราอย่างแน่นอน 1,000 %

      หยุดก่อนครับ !!!!!  การนำเสนอได้ดีนั่น ผมให้สัดส่วน 60%-70% ยังเหลืออีก 30%-40% ที่ผมเทน้ำหน้าให้กับการถามตอบครับ  เพราะอะไร? ......เพราะว่า "ถ้าเราตอบคำถามกรรมการได้แสดงว่าเราได้ทำการบ้านมาดีและละเอียดรู้จริงในเนื้องานของไอเดียธุรกิจของเรา..."อย่าลืมว่าเราต้องรู้ดีที่สุดรู้มากกว่ากรรมการครับ!"  ยกเว้นบางเรื่องที่กรรมการรู้มากกว่าเรา เช่น ด้านเทคนิคเชิงลึก, ด้านการตลาดภาพรวม, ด้านผลตอบแทนหรือด้านแนวโน้มในอนาคต......อ้าวแล้วแบบนี้ ยังจะเหลือที่ว่างให้เราตอบคำถามได้บ้างหรือเปล่า....คำตอบคือ "มีครับแต่เราต้องตอบแบบชาญฉลาดที่สำคัญอย่าสักแต่ว่าตอบดำน้ำไปเรื่อยน่ะครับ! อะไรที่เราไม่รู้ ก็ตอบว่าอันนี้เรายังไม่มีข้อมูลและจะไปทำการบ้านมาเพิ่ม...ห้ามเถียงกรรมการเป็นอันขาด...เพราะมันจะกลายเป็นว่าเราควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ซึ่งจะมีแต่ผลเสียครับ!!!





        ดังนั้น บทความนี้ผมจะมาติว  "5 คำถามที่คนทำสตาร์ทอัพ(Startup) ต้องเจอเวลาที่ถูกกรรมการถามตอบ(Q&A) ตอน Pitching กันครับ"

ลุย!!!  มาต่อกันครับ!!!!!

คำถามที่ 1:  ใครคือลูกค้าของคุณกันแน่?  

             "ถ้าเจอคำถามแบบนี้แสดงว่า เราอธิบายลูกค้า(Persona) ของเราไม่ชัดเจนหรือไม่ก็หว่านลูกค้าไปทั่วใน Business Model Canvas ของเราทำให้กรรมการฟังแล้วงง สรุปใครคือลูกค้าของเรากันแน่?

วิธีการตอบ:  วิธีการที่ 1  ถ้าเป็นไปได้ผมจะเสนอให้ลงแค่ลูกค้ากลุ่มเดียวแบบชัดเจนไปเลยใน Business  Model Canvas ตั้งแต่การทำ Presentation แล้วเพื่อป้องกัน เวลาที่เรานำเสนอจะหลงประเด็นเอาทุกคนเป็นลูกค้าของเราเสียหมด เช่น Persona เราเป็น ผู้หญิงอายุ 25-30 ปี  โสดและเป็น First Jober (เพิ่งเริ่มต้นทำงาน)  มีเงินเดือน 15,000-20,000 บาท  อยู่คอนโดในชานเมือง ยังไม่มีรถยนต์ขับ  ไม่ชอบแต่งตัว และไม่ชอบทำอาหารเอง เป็นต้น

                      วิธีการที่ 2  ให้แบ่งลูกค้าของเราออกเป็นแค่ 2-3 กลุ่มพอครับอย่าให้เกิน 3 กลุ่ม โดยให้ กลุ่ม 1 คือ กลุ่มหลัก(Potential) หรือ Key Customer   กลุ่ม 2 คือ รองลงมากจากกลุ่มที่ 1  กลุ่ม 3 รองมาจากกลุ่มที่ 2 โดยแบ่งสัดส่วนจากมากไปน้อยให้ชัดเจนและแจ้งว่าแต่ละกลุ่มเราจะ Focus ตอนไหนเดือนไหนปีไหน  (TIP) ห้ามบอกว่า Focus พร้อมๆ กันเด็ดขาดเพราะเราเป็นสตาร์ทอัพไม่มีเวลาไปดูลูกค้าทุกกลุ่มในเวลาเดียวกันครับในการทำงานจริง
     

คำถามที่ 2:  คุณจะหารายได้ยังไง? 

               "ถ้าเจอคำถามแบบนี้แสดงว่า เราอธิบาย Revenue Stream หรือ Revenue Model  ของเราไม่ชัดเจนหรือไม่ก็กรรมการยังไม่ค่อยที่จะเชื่อว่าคุณจะหารายได้แบบที่คุณนำเสนอได้!!

วิธีการตอบ:  วิธีการที่ 1  กรณีที่มีลูกค้าเปิดใบสั่งซื้อ PO มาให้เราแล้วให้แสดงใบ PO การสั่งซื้อให้กรรมการดูเลยครับ กรรมการท่านจะได้เชื่อและแสดงว่าเราสามารถขายของให้กับลูกค้าได้แล้ว

                     วิธีการที่ 2   กรณีที่ยังไม่มีลูกค้าเปิดใบสั่งซื้อ PO มา (TIP) ให้ใช้ภาพที่เราไปคุยกับลูกค้าหรืออธิบายถึงโครงสร้างรายได้โดยอธิบายว่า หลังจากที่เราได้ไปพบลูกค้าแล้ว ลูกค้ามีเงื่อนไขในการสั่งซื้อของเราคือ.........ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างการได้มาของรายได้ของเราในข้างต้นซึ่งลูกค้าจะเปิด PO ให้กับเราภายในหรือหลังจาก........เป็นต้น


คำถามที่ 3:  ปัญหาของคุณเป็นปัญหาของลูกค้าจริงหรือเปล่า?  หรือปัญหาของคุณยังไม่ชัดน่ะ?

            "ถ้าเจอคำถามแบบนี้แสดงว่า เราอธิบาย Problem หรือ Pain ของเราไม่ชัดเจนหรือไม่ก็แสดงปัญหาที่เยอะเกินไปจนกรรมการงงว่า ตกลงปัญหาไหนสำคัญที่สุด? ที่เราจะแก้มัน!

วิธีการตอบ:  (TIP)  ให้เราระบุปัญหาลงไปใน Slide ไม่เกิน 3 ปัญหาหรือ TOP 3 Problems โดยเรียงปัญหาขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก และพยายามเน้น ปัญหาหลักเพียงปัญหาเดียวก่อนและเล่าเรื่องให้กรรมการมั่นใจว่านี่คือปัญหาจริงๆ สมควรที่จะได้รับการเเก้ไขโดยเร่งด่วน!!!

    (TIP)   "จงจำไว้ว่า ปัญหาในธุรกิจสตาร์ทอัพนั่นต้องเร่งการแก้ไขด่วนแล้วทำให้เกิดการ Disrupt ด้วย Solution ของการแก้ปัญหาของเราทันที!  แต่ถ้าปัญหานั่นเป็นปัญหาที่รอได้ Buiness Model นั้นๆ ก็อาจจะไม่เหมาะสมในการเลือกที่จะมาแก้ไขปัญหาดั่งกล่าว


คำถามที่ 4:  ใครคือคู่แข่งของคุณ?

 วิธีการตอบ:    (TIP)  ห้ามตอบว่า "ไม่มีคู่แข่ง"  เพราะแปลว่า  คุณทำการบ้านมาไม่ดีพอ!!! 

แต่ให้ตอบว่า คู่แข่งทางตรงของเราคือ.........แต่เรามีจุดที่เหนือกว่าในเรื่องของ........และคู่แข่งทางอ้อมของเราคือ......ซึ่งในอนาคตเราจะมีการพัฒนาสินค้าหรือบริการของเราให้..........ทำให้ผู้เล่นรายใหม่จะไม่สามารถแย่งลูกค้าเราไปได้เพราะเรามีเทคโนโลยีหรือ Connection กับลูกค้าของเรา เป็นต้น


คำถามที่ 5:  ถ้าคุณไม่ได้เงินทุนครั้งนี้คุณจะยังทำธุรกิจของคุณต่อไปหรือไม่?

 วิธีการตอบ:  (TIP)  ทางเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจของเราต่อไปครับเพราะเป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจของผมซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจนี้ เรามีความเชื่อว่าธุรกิจของเราจะสามารถช่วยเหลือและส่งผลกระทบให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนครับถึงแม้ว่าเราจะผ่านหรือไม่ผ่านการนำเสนอไอเดียธุรกิจวันนี้ ทางผมมีความตั้งใจที่จะทำธุรกิจนี้ให้สำเร็จให้ได้ครับ 


            ข้อที่ 5 นี้ เทคนิคการตอบคือ   ทำ+ดราม่า นิดๆ พองาม....เพราะจริงๆ กรรมการเพียงแค่จะทดสอบความมุ่งมั่นตั้งใจของเราหรือ Passion ของเราว่ามีระดับไหน? เพราะคำถามข้อนี้ ถ้าเจอใครที่ใจไม่นิ่งไม่มั่นคงพอ สีหน้าและแววตาความไม่มั่นใจจะออกมาชัดเจนเลยครับ และกรรมการเขาก็จะจำได้เช่นกัน ดังนั้น เขาก็จะให้ทีมที่มีความมั่นใจกว่าเขารอบไปนั่นเอง!  


         วิธีการตอบทั้ง 5 ข้อนี้  เป็นเคล็ดลับที่ไม่ค่อยมีใครกล้ามาบอกตรงๆ กันครับแต่ผมว่ามันเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวสตาร์ทอัพของผมนี่ล่ะครับ เผื่อนำไปประยุกต์ใช้งานเพื่อเป็นแนวทางในการตอบคำถามกันครับ....แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าน่ะครับ! ว่าอาจารย์อ๊ะจะนำเทคนิคอะไรในวงการสตาร์ทอัพมาอธิบายและตีแผ่ให้อีก

       กับ อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup  แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับผมและสามารถติดตามผมได้ที่ช่องทางด้านล่างเหล่านี้ รวมถึงสามารถเป็น FC ของผมเพื่อรับข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพและแนวคิดทางธุรกิจและเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจอีกมากมายได้ที่ ไลน์ พิมพ์หา ที่ @ajarnah (มี@) แล้วพบกันครับ!  "เหล่ามิตรรักแฟนคลับสตาร์ทอัพของอาจารย์อ๊ะทุกคน" 


-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!

คุณไม่ได้ขาด AI ตัวใหม่ แต่คุณอาจกำลังขาด “ทักษะที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ”

  คุณไม่ได้ขาด AI ตัวใหม่ แต่คุณอาจกำลังขาด “ทักษะที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ” เรียน AI มาแทบทุกตัว ซื้อ Skill เพิ่มเป็นร้อย ทำคลิปได้เร็วขึ้น ภา...