วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562

แม้ Startup Thailand 2019 จะผ่านไปแล้วแต่.........

แม้ Startup Thailand 2019 จะผ่านไปแล้วแต่.........


ผมมีประเด็นที่ผมได้สัมผัสและขยายต่อในบางประเด็นจากประสบการณ์ในวันงานจริงและกับประสบการณ์ส่วนตัวของการเป็นสตาร์ทอัพซึ่งมี ประมาณ 5 ประเด็น สรุปเป็นข้อคิดที่มีทั้งเห็นด้วยและทั้งเห็นต่าง "ใครที่เป็น สตาร์ทอัพ(Startup) ทั้งมือใหม่ มือเก่าและมือเก๋าให้ลองถกกันในประเด็นเหล่านี้ครับ"



ประเด็นที่ 1: เรื่องของ Young Entrepreneur (ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์) ส่วนใหญ่จะเน้นที่เด็กมหาวิทยาลัย 


เรื่องที่ผมเห็นด้วย: ความตื่นตัวของการเป็นผู้ประกอบการณ์ตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ผมเห็นด้วยครับ

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: กระแสที่นักศึกษาต้องลาออกหรือ Drop การเรียนแล้วกระโจนลงสู่ โลกของ Startup นักเรียนและนักศึกษาทุกคนควรคิดให้รอบคอบครับ เรื่องเดียวที่เด็กรุ่นใหม่จะแพ้คนรุ่นเก่าคือเรื่องของ "ภูมิต้านทานเวลาที่ผิดหวัง และสุดท้ายจะล้มเลิกได้ง่าย" เพราะโลกแห่งความฝันกับโลกแห่งความเป็นจริงมันโหดร้ายและไม่ได้สวยงามตามความฝันครับ ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงเท่าไหร่ยิ่งต้องระวัง เพราะมันเหมือนกับ ขับรถด้วยความเร็วสูง 180 Km/Hr แล้วจู่ๆ เครื่องเกิดดับหรือเจอทางที่เป็นหลุมขนาดใหญ่หรือขับไปทางผิดหลงทางในที่มืดหาทางออกไม่ได้และยิ่งเรามีเงินลงทุนจากตัวเองมากเท่าไหร่? เราจะไม่คุ้นกับคำว่า "จงใช้เงินอย่างคุ้มค่าในเรื่องที่จำเป็นก่อน" เพราะเงิน 1 ล้านของตัวเอง กับ เงิน 1 ล้านของนักลงทุนที่ให้กับเรา จะทำให้เรามีความรู้สึกของการใช้เงินที่แตกต่างกันมากครับใช่หรือไม่ใช่....ลองทบทวนกันให้ดี??

ประเด็นที่ 2: เรื่องของคนที่เกษียณอายุตัวเองก่อนในวัยทำงานแล้วหันมาทำธุรกิจ Startup 

เรื่องที่ผมเห็นด้วย: ผมเห็นด้วยมากกว่าการสนับสนุนให้เด็กมหาวิทยาลัยลาออกมาทำ Startup เพราะอายุเฉลี่ยของคนที่ทำ Startup แล้วจะประสบความสำเร็จจะอยู่ในอายุช่วง 30-45 ปี ครับ ดังนั้นความได้เปรียบของคนที่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 5-10 ปี ย่อมได้เปรียบในแง่ของ ภูมิต้านทานเวลาที่ผิดหวังและมีสาย Connection กับเพื่อนๆ ในวงการอาชีพที่เคยทำงานอยู่ จุดนี้คนกลุ่มนี้จะได้เปรียบกว่าน้องๆ ในมหาวิทยาลัยอยู่มากและกระแสโลก คนอายุ 60 ปี เช่นในประเทศญี่ปุ่นยังสามารถเป็น Founder ของบริษัทสตาร์อัพของตัวเองที่เปิดใหม่ได้เลยครับ

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: "ถ้าตัดสินใจเริ่มต้นเป็น Startup แล้วห้ามเริ่มต้นเป็น SME" เพราะ Model ของธุรกิจนั้นแตกต่างกันมากแต่ถ้าใครเป็น SME มาก่อนแล้วหันมาใช้เครื่องมือทางแนวคิดของ Startup อันนี้ ถือว่าดีมากครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Technology ใหม่ๆ หรือวิธีการ Scale ธุรกิจแบบที่ไม่ต้องเพื่ม Fixed Asset มาก เป็นต้นและสิ่งที่ควรทำก็คือ ให้ลองหาเด็กรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดทางเทคโนโลยีเข้ามาอยู่ในทีมงานครับ ห้าม Form Team โดยที่มีแต่คนรุ่นเก่าเด็ดขาด เพราะคุณจะถกประเด็นแล้ววนกลับไปที่การขยายธุรกิจโดยการเพิ่ม Asset หรือ Resource ทุกครั้งหรือไม่ก็ต้องวางแผนการกู้เงินจากแบงค์แบบ SME ทำกันใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

ประเด็นที่ 3: แนวคิดเรื่องของ Global Market หรือ International Market vs Local Market 

เรื่องที่ผมเห็นด้วย: ใช่ครับ ผมเห็นด้วยและสนับสนุนให้ Startup ไทย มองไปที่ตลาดโลกหรือระหว่างประเทศเช่น มองไปที่ตลาดอินโดนีเซียที่ มี ประชากร กว่า 200 ล้านคน เป็นต้น ดังนั้นการมองตลาดของ Startup ไม่ควรจะมองแค่ Passion ของตัวเองว่าอยากจะทำโน้น นี่ นั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงขนาดของตลาด(Market Size) จริงๆ เพราะบางครั้งสิ่งที่อยากทำอาจไม่มีตลาดมารองรับ ในขณะที่สิ่งที่มีตลาดมารองรับกลับเป็นสิ่งที่ไม่อยากทำ ดังนั้น เราต้องหาตรงกลางระหว่าง Passion กับ Market Size ให้ได้ครับ เพราะ สมการของผมก็คือ Revenue = Passion+Market Size -Obstacle(อุปสรรค) เพราะยิ่งเรามีอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจมากเท่าไหร่ย่อมส่งผลกระทบให้รายได้เราลดลงมากเท่านั้นครับ 
...ดังนั้นอย่ามองโลกสวยไปกว่าการมองโลกด้วยความเป็นจริงครับ!!!! บางครั้งการมองโลกในแง่ดีไม่สามารถใช้ได้ในโลกของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพน่ะครับ มิฉะนั้นคงไม่มีใครที่บัญญัติคำศัพท์ (Pivot) ธุรกิจกันในโลกของ Startup 

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: บางครั้งเราก็มุ่งตลาด Inter Market จนเกินไปโดยลืมไปว่า เราเองมีความชำนาญในตลาด Local มากกว่าใคร? ลองนึกภาพว่า มีต่างประเทศเข้ามาทำตลาด Startup ในบ้านเราในบางเรื่องที่เราเองก็ไม่คิดหรือคิดแล้วก็ไม่ทำหรือทำไม่ได้หรือเราไม่เริ่มต้นทำกันแน่....เราจะมีข้ออ้างสารพัด ดังนั้น "ความเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาด Local ให้ได้ก่อนเป็นสิ่งที่จำเป็นของ Startup หรือใช้สุภาษิตประโยคนี้ก็ได้ครับ "ตาดูดาวแต่เท้าติดดิน" จะทำให้เรารู้สึกว่าเราได้เข้าถึงลูกค้าของเราได้มากกว่าใคร....ใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

ประเด็นที่ 4: เรื่องของแหล่งเงินทุนมีมากกว่า Startup ที่มาใช้บริการ (Supply > Demand) 

เรื่องที่ผมเห็นด้วย: ผมรู้สึกว่าเวลาทำ Startup ไปนานๆ มีคนมาให้เงินลงทุนมากกว่าในอดีต ทั้งส่วนตัวและภาพใหญ่ โดยบางครั้งเรากำลังจะบอกกับตัวเองว่า "วันนี้ไม่ว่าจะเป็นแบงค์หรือ VC หรือ CVC ต่างที่จะมาลงทุนใน Startup เพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเสี่ยงมากกว่าหุ้น เงินลงทุนอาจจะหายไปเลย แต่ก็มีคนมากล้าที่จะเสี่ยงกับเรา ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ ความน่ายินดีที่จะมีเงินจากผู้อื่นมาให้เราลงทุน แต่ประเด็นมันอยู่ที่ "เราเป็น Startup ที่ดีพอที่จะให้คนอื่นมาร่วมลงทุนด้วยหรือยัง" ???? มีหลาย Startup ถูกตั้งคำถามว่า ถ้าได้เงิน 1 ล้านบาท 5 ล้านบาท 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท จะเอาเงินลงทุนนั้นไปทำอะไร? คำตอบคือ....เออ ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันครับ!!!!.......ถ้าเป็นแบบนี้ใครที่ไหน จะกล้าให้เงินเรามาลงทุนครับใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: การได้เงินจากภาครัฐบาลยิ่งมีขั้นตอนมากเท่าไหร่และช้ามากเท่าไหร่ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่จะแสวงหาแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชนแทน แต่ผมไม่ได้หมายความว่าภาครัฐไม่ดีน่ะครับแค่ผมต้องการความรวดเร็วเท่านั้นยิ่งอะไรที่เป็นโครงสร้างลำดับชั้นยิ่งไม่เหมาะในเรื่องของความรวดเร็วครับ ถึงแม้จะมีการสนับสนุนจากภาครัฐก็ตาม ดังนั้นการให้เงินทุนของภาครัฐควรต้องประเมินถึงจุดนี้ด้วยครับ ผมแค่พูดถึงความรวดเร็วเพียงแค่ประเด็นเดียวน่ะครับ ...ใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

ประเด็นที่ 5: เรื่องของ Passion ความหวัง Hope และการ Adopt Technology & Culture 

เรื่องที่ผมเห็นด้วย: เรื่องของ Passion ความหวัง Hope และ การ Adopt Technology & Culture เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพอยู่แล้วครับ แต่ควรจะนำมาใช้ในช่วงเวลาและลำดับการใช้ที่ต่างกันแค่นั้นเอง

เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย: แรกๆ เวลาทำ Startup ทุกคนมักจะเริ่มต้นจาก Passion น่ะครับ อาจเป็น Passion สนองตัวเองหรือสังคมหรือคนใกล้ตัว Moment ที่เต็มไปด้วยความหวัง Hope โดยการนำเอา Technology หรือ Culture จากต่างประเทศบางอย่างมาใช้ในบ้านเราแต่เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรจะ Copy มันมาแบบตรงๆ โดยไม่ได้ศึกษาตลาดบ้านเรา (Local Market) หรือง่ายๆ ว่า "ถ้ามันไม่ถูกจริตกับตลาดบ้านเรา แล้วมันจะขายได้อย่างไรครับ" ดังนั้นถ้าเป็นสมัยก่อนเวลาที่จะเริ่มต้น ธุรกิจสตาร์ทอัพ มันก็อาจจะเริ่มต้นจาก Passion หรือ Pain/Gain จากลูกค้า แต่ในปัจจุบันนี้ เรื่อง "จริตกับ Market Size อาจเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า 2 อย่างแรกก็เป็นไปได้ครับ"...ใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี?? อันนี้คือเรื่องปัจจัยภายนอกน่ะครับ แต่ถ้าปัจจัยภายในผมจะยกให้เรื่อง "ทีมงาน" สำคัญที่สุดเพราะธุรกิจสตาร์ทอัพจะปรับจะเปลี่ยนอะไรยังไงก็ได้ตลอดแต่กับการเปลี่ยนทีมงานอันนี้เรื่องใหญ่ครับ......ใช่หรือไม่ใช่...ลองทบทวนกันให้ดี??

ถ้าชอบบทความนี้....สามารถแชร์เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ หรือคนที่คุณรักในวงการสตาร์ทอัพหรือคนที่จะทำธุรกิจสตาร์ทอัพหรือผู้ที่สนใจแนวคิดของธุรกิจสตาร์ทอัพได้ครับ
และมาร่วมกันพัฒนา Startup ไทยของเราไปด้วยกันครับ

อาจารย์อ๊ะ
#สอนธุรกิจให้คิดแบบStartup


อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

 "แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับผมและสามารถติดตามผมได้ที่ช่องทางด้านล่างเหล่านี้ รวมถึงสามารถเป็น FC ของผมเพื่อรับข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพและแนวคิดทางธุรกิจและเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจอีกมากมายได้ที่ ไลน์ พิมพ์หา ที่ @ajarnah (มี@) แล้วพบกันครับ!  "เหล่ามิตรรักแฟนคลับสตาร์ทอัพของอาจารย์อ๊ะทุกคน" 


-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!



วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เทคนิคการ Pitching และจิตวิทยาการคุมอารมณ์บนเวที โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

เทคนิคการ Pitching และจิตวิทยา การคุมอารมณ์บนเวที  โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)


       สวัสดีกันอีกครั้งสำหรับเพื่อนๆ ชาวสตาร์ทอัพ(Startup) ทุกคน ประจำเดือน กค 2562 นี้น่ะครับ หลังจากที่ ชาวไทยได้ผ่านงานยิ่งใหญ่ประจำปีนี้ Startup Thailand  ใน ธีมงานชื่อ Startup Nation หรือที่เรียกว่า Startup ระดับชาติกันเลยที่เดียว ถ้าใครไปมาก็ Comment แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้น่ะครับ^^

      มาว่ากันต่อถึงเนื้อหาในบทความนี้กันครับ บทความนี้ผมตั้งใจจะมาพูดถึง(หรือเขียนถึง) เทคนิคการ Pitching และจิตวิทยา การคุมอารมณ์บนเวที  Wow งานนี้มีเรื่องการควบคุมอารมณ์ด้วย.....ใช่ครับ! เพราะอาการตื่นเวทีหรือตื่นกล้อง แสงไฟ หรือผู้คนตลอดจนคณะกรรมการ...เราอาจจะมีอาการควบคุมตัวเองไม่อยู่บนเวที ยิ่งใครที่เพิ่งขึ้นเวทีมา 1-2 ครั้ง รับรองว่าเจอสายตาของคณะกรรมการไป เราอาจจะหลุด Focus เนื้อหาไปได้  ไม่ร่วมถึง Timer ตัวโตๆ ที่ โชว์ขึ้นมาไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังยิ่งดูไปยิ่งเครียด ไม่ว่าจะ 3 นาที, 5 นาที หรือ 7 นาที  และถ้าใครต้อง Pitching เป็นภาษาอังกฤษ อีกไหนจะต้องกังวลถึงการออกเสียงภาษาอังกฤษอีก!   สรุปว่า "ถ้าใครยังรู้สึกว่าเอาเวทีไม่อยู่ บทความนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณต้องอ่านก่อนขึ้นเวทีถัดไปส่วนใครที่เอาเวทีอยู่ก็แล้วก็สามารถข้ามบทความนี้ไปได้ครับ" เราไม่ว่ากันครับ เพราะผมมีหน้าที่แบ่งปันประสบการณ์และความรู้ เท่าที่ผมมีและมันก็อาจจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยครับ




ผมจะพูดถึงเทคนิคการเตรียมตัวทำการบ้าน 5 ข้อก่อนขึ้นเวที! ก่อนน่ะครับ แล้วจะตามด้วยเทคนิคของ
Pitching และจิตวิทยาการคุมอารมณ์บนเวที

เริ่มจากเทคนิคการเตรียมตัวทำการบ้าน 5 ข้อก่อนขึ้นเวที!

การบ้านข้อที่ 1: ต้องรู้ให้ได้ว่าใครจะมาเป็นคณะกรรมการของเราบ้าง?

           ทำไมต้องรู้ว่าใครจะมาเป็นคณะกรรมการ(Judge) ของเราบ้าง...คำตอบง่ายมาก เพื่อความสบายใจและการเตรียมเน้นเนื้อหาใน Slide บางครั้งเวทีไหนที่เราเน้นขายไอเดียอย่างเดียว(รอบ Ideate) อาจไม่ต้องเน้นการเงินการลงทุนหรือ รูปแบบการสร้างรายได้ แต่ถ้าเวทีไหนมีนักลงทุนมาด้วย จัดเต็มไปครับเรื่องการเงินการลงทุน Revenue Model หรือ Business Model ที่สามารถทำได้จริง ไม่ Over มากเกินไป หรือดูขาดแคลนรายได้จากความไม่น่าลงทุนของขนาดตลาด Market size ที่เล็กเกินไป

การบ้านข้อที่ 2: ห้ามใส่เนื้อหาของ Product หรือ เทคนิคทางวิศวกรรมที่ใช้มากเกินไป

          ข้อนี้หลายคนพลาดมาก ไม่ว่าคุณจะมี Feature Product  108 อย่างหรือเทคนิค AI, Deep learning, Face Recognition หรือ เทคนิคพิสดารพันลึก ก็จงอย่ายัดเหยียดสิ่งเหล่านี้ให้กับคณะกรรมการในการ Pitching เด็ดขาด(ทั้งๆ ที่ในใจเราอยากเหลือเกิน)  เพราะมันจะเหมือนการเป็น Sale ขายผลิตภัณฑ์ที่ต้องงัดทุก Function มาขาย รวมถึงพูดจาภาษาเทคนิคจ้า ฟังแล้วดูมีความรู้ขั้นเซียน! แต่กรรมการฟังไม่รู้เรื่องครับ โทษที ถ้าเป็นแบบนี้ผิดครับ!   ใจเย็นๆ Startup ไม่ใช่แบบนี้ แต่ให้เราไปขายที่ UVP (Unique value proposition) ของเราแทน ขายไปเลยครับว่าของเราแตกต่างจากคู่แข่ง 1-2 ข้อพอ เน้นที่ประโยชน์บางจุดที่ลูกค้าเราได้รับ ไม่ใช่ โมษณาให้ลูกค้ารับหลายๆ ประโยชน์จากสินค้าบริการของเรา เพราะเราอาจจะลงประเด็นตอนตอบคำถามได้ครับ


การบ้านข้อที่ 3: ถ้า Slide ของคุณมีแต่ตัวอักษรเกิน 50% ของเนื้อหาบน Slide จงลบ Slide นั่นทิ้ง!

         จงหยุดอ่านให้คณะกรรมการฟังแต่เน้นเรื่องเล่าที่สอดคล้องกันตั้งแต่ Slide แรก จนถึง Slide สุดท้ายโดยที่ใช้รูปภาพจริงหรือแบบ Infograpic ในการสื่อการเล่าเรื่องให้อารมณ์แสดงออกผ่านรุปภาพ เช่น หิวก็ต้องดูแล้วหิว, เจ็บปวดก็ต้องดูแล้วเจ็บปวด, มีความสุขก็ต้องเห็นว่ามีจริงๆ เทคนิคคือ ต้องให้รุปสื่ออารมณ์มากกว่าที่เราจะพูดออกไปจนทำให้กรรมการเห็นแค่รูปก็สื่อความหมายได้แล้ว ปล. รุปที่ดีจะทำให้เราพูดน้อยลงซึ่งมันควรจะเป็นอย่างนั้นและยิ่งถ้าเป็นรูปเรากับรูปลูกค้าของเราในสถานที่จริงก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งว่าคุณไม่ได้นั่งเทียนมาหรือไป Copy รูปของใครมา

การบ้านข้อที่ 4: จงทำจำนวน Slide ให้พอดีกับจำนวนเวลาที่ใช้ โดยเฉลี่ยหลักการของผมคือ 1 Slide ไม่ควรเกิน 1 นาทีในเวลาที่พูด

           เรื่องนี้สำคัญเพราะถ้าคุณไม่กำหนดจำนวน Slide ก่อนที่จะทำเนื้อหาสุดท้ายเราจะทำ Slide เกินเวลานำเสนอเสมอเพราะเราจะทำเนื้อหาประเภทยัดเหยียดให้คณะกรรมการฟังเสมอ....ซึ่งผิดครับ "จงอย่ายัดเหยียดทุกอย่างในเวลา 3, 5, 7  นาที มันไม่มีทางครับแต่ให้เราเน้นว่า พูดอย่างไรหรือ Pitching อย่างไรให้คนดูไปถามต่อเหมือนสร้างหนังหรืออ่านหนังสือว่าตอนจบมันจะเป็นอย่างไร? เพื่อให้คนดูลุ้นระทึกตอนจบ .... Pitch จบแต่คนไม่จบก็ว่าไป


การบ้านข้อที่ 5: จงซ้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ! 

           เพราะความมั่นใจของเราที่ขึ้นบนเวทีจะเพิ่มขึ้นจากจำนวนครั้งที่เราซ้อมและจงระลึกเสมอว่า "จงพูดให้น้อยอย่าไหลลงทะเล" เพราะถ้าเราเตือนตัวเองอยู่เสมอเราจะเป็นคนที่ Pitching ที่พูดน้อยแต่ต่อยหนักตรงประเด็นซึ่งกรรมการชอบแบบนี้ครับ อย่าเกริ่นนานต้องเข้าประเด็นทันที! และอย่าไหลออกนอกในสิ่งที่เราจะพูดและที่สำคัญที่สุด "จงซ้อมจับเวลาและบันทึกเสียงของเราไว้ทบทวนและเปิดฟังเสมอก่อนวันขึ้นเวทีจริง" การพูดเร็วเกินไปแปลว่าเราตื่นเต้น และการที่เราพูดช้าเกินไปแปลว่าเรายังจำเนื้อหาของเรายังไม่ได้ และการพูดที่เสียงไม่เต็มเสียงเสียงหายหรือเสียงหลบในพูดเบาไปหรือดังไปควบคุมโทนเสียงของเราไม่ได้แปลว่าเรายังไม่มีกำลังเสียงของเราดีพอ เน้นให้ไปวิ่งออกกำลังกายก่อนขึ้นเวที 2-3 สัปดาห์ หรือว่ายน้ำออกกำลังการก็ได้ครับ และก่อนขึ้นเวทีก็ให้สูดหายใจไป ลึกๆ 30 วินาที 2 ครั้ง กูรูการพูดระดับโลกก็ใช้วิธีนี้ครับดังนั้น "ถ้าร่างกายเรายังไม่พร้อมก็ไม่ควรที่จะขึ้นเวทีครับ" ดังนั้น เนื้อหาพร้อมร่างกายก็ต้องพร้อมเช่นกันครับ


        เมื่อทุกคนได้ทำการบ้านครบทั้ง 5 ข้อนี้แล้วผมเชื่อมั่นว่า "ความมั่นใจของเราก่อนขึ้นเวทีจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเลยครับ" จนคิดว่าบนเวทีนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ และน่าสนุกไปเลยครับ มาต่อกันครับ...

เทคนิคของ Pitching และจิตวิทยา การคุมอารมณ์บนเวทีผมจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 ก่อนขึ้นเวที 

       ให้เราไปสำรวจเวทีก่อนเสมอทั้งขนาดความสูงความยาวความกว้างแล้วลองจินตนาการว่าถ้าเราขึ้นเวทีแล้วเราจะเดินไปทางไหนจะยืนมุมไหนเพื่อไม่ให้บังจอบนเวทีหรือยืนมุมไหนที่จะกวาดสายตาให้คณะกรรมการหรือคนดูได้มากที่สุดและที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบ File Present กับคนดูแลด้วยว่า Front หล่นรุปหาย Effect ไม่มา หรือใครใช้เครื่อง Mac ทำ Power point แล้วไปเปิดบนเครื่อง Window ก็มีโอกาสเพี้ยนได้สูง พวกนี้เราต้องแก้ไขก่อนนำเสนอน่ะครับ ไม่ใช่ไปรู้ตอนอยู่บนเวทีคราวนี้พังแน่!


ช่วงที่ 2 ระหว่างการขึ้นเวที 

        ให้เรามองหาจุดรวมสายตาโดยมองไปที่หน้ากรรมการคนที่ดูหน้าตาใจดีก่อนเป็นคนแรกแล้วค่อยๆ ใช้ Eye Contact กวาดสายตาให้ครบทุกกรรมการทุกคนแล้วยิ้มออกมาและทุกครั้งที่พูดต้องพูดด้วยความมั่นใจและใส่ความเชื่อว่าสินค้าหรือบริการของเราสามารถช่วยเหลือลูกค้าได้จริงๆและที่สำคัญถ้าเป็นไปได้ ถ้าเราซ้อมมาดี การดูนาฬิกาไปพูดไปเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะจะทำให้เราเสียสมาธิและหลุดจากเนื้อหาที่เราพูดได้   นักพูดเก่งๆ จะพูดจบก่อนเวลาเสมอลองสังเกตุดู การ Pitching เกินเวลาเป็นการสะท้อนว่าเราไม่ได้เตรียมตัวมาถึงแม้ว่าเนื้อหาเราจะดีแค่ไหน? ทีมเราจะมี ดร จบมาจาก MIT หรือ สแตนฟอร์ด ทีมเราจะมีลูกค้าจริง 10 รายแล้ว  แต่ถ้า เรา Pitching เกินเวลาทุกอย่างจบกัน!


ช่วงที่ 3 ช่วง Killer Slide หรือช่วงใกล้จบ Pitching 

       ในเนื้อหาที่เราทำ Slide มักจะมี Killer Slide ที่เราวางไว้ให้ปรากฎอยู่สัก 1-2 Slide สุดแท้แต่ทีมไหนจะวางไว้ ช่วงต้น ช่วงกลางหรือช่วงปลายหรือตอนจบ ทีมไหนเรื่องไหนเด่นให้ตีร้องฆ้องดัง พูดด้วยการใส่อารมณ์ความเชื่อคูณหนักเข้าไปให้มากกว่าปกติ คณะกรรมการจะได้รู้ว่า Slide นี้ เราเน้นน่ะ เราเก่ง เราเยี่ยม เราเด่น เราไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนเรา หรือเราเหนือกว่าคู่แข่งมาก เป็นต้น หรือใครจะจบด้วยคำคมสวยๆ หรือวิสัยทัศน์ที่จะครองโลกหรือจะไปดาวอังคารก็ไม่ว่ากันขอให้ใส่อารมณ์หรือ Passion ใน Slide หน้านี้ให้สุดๆ ซึ่งถ้าเราหาหน้านี้ไม่ได้ให้ไปตกลงกันในทีมแล้วช่วยกันถามทุกคนในทีมว่า สรุปแล้วทีมเรา "อะไรเด่นที่สุด?" ก็เอามาใส่หน้านี้ได้เลย! ครับ จงจำไว้ว่า ทุก Pitch Desk ของเราต้องหา Killer Slide ให้เจอ ถ้าไม่เจอเราก็จบเหมือนกันครับ เพราะทีมอื่นเขามีในสิ่งที่เราไม่ได้นำเสนอให้กรรมการได้จดจำ จงจำไว้ว่า กรรมการต้องดู Pitch เป็น สิบกว่าทีม "ถ้าเราไม่นำเสนอจุดเด่นของเราในหน้า Killer Slide ให้กรรมการจดจำแล้วกรรมการแต่ละคนจะจดจำทีมเราได้อย่างไรละครับ จริงหรือไม่จริงลองทบทวนดูน่ะครับ อันนี้เรียกได้ว่าเป็น จิตวิทยา ให้กรรมการจดจำทีมเราน่ะครับ!

ช่วงที่ 4 ช่วง Q&A หรือ ช่วงตอบคำถาม

      Pitch จบต้อง "ยิ้มเข้าไว้ครับ" ไม่ว่าเราจะพูดดี พูดหลุด พูดไม่จบ "จงอย่าแสดงสีหน้าอารมณ์ความไม่พึงพอใจออกมาเด็ดขาด" เพราะมันจะทำให้คุณไม่เป็นมืออาชีพครับ และถ้าเจอคำถามยากๆ ก็ใช้เทคนิคตอบคำถามด้วยการทวนคำถามของคณะกรรมการไปอีกรอบก่อน (จริงๆ มันมีนัยน่ะครับ  1. คือยังคิดคำตอบไม่ออกตอนนั้น 2.จงใจให้เวลาเดินไปเพื่อกรรมการคนอื่นจะได้ไม่มีเวลามาถามเรา 5555) อันนี้เรื่องจริงน่ะครับ  ซึ่งผมก็ใช้ ใครก็ใช้ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเราก็จะทวนด้วยประโยคที่ว่า Thank you for your good question 5555 จากนั้น จงสบตากรรมการคนนั้นอีกครั้งเพื่อจะตอบคำถาม จิตวิทยาอันนี้ จะทำให้เรากลับมาเป็นผู้ที่อยู่เหนือกรรมการอีกครั้งและกรรมการจะรู้สึกด้อยไปถ้าเราตอบคำถามนั้นด้วยความ Clear จนกรรมการเชื่อในคำตอบของเราและไม่กล้าที่จะถามเราอีก ถึงตอนนี้เราควรที่จะยิ้มเพิ่มอีกครับ เพราะมันจะทำให้เรามั่นใจขึ้นมาอีกและคำถามที่ 2 เราก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ ซึ่งอย่างมากก็ไม่เกิน 3 คำถามที่ คณะกรรมการจะถามเราได้เพราะเวลาถามตอบก็จะหมดลง ดังนั้นเราต้องเป็นคนคุมเกมส์ให้ได้จากคำถามแรกน่ะครับ ซึ่งเราต้องใช้รอยยิ้มสยบอารมณ์ของเรา ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วคำถามนั้นเราตอบไม่ได้ก็ตาม......แต่เดี๋ยวก่อนครับ!!!! มีเคล็ดลับอีกข้อหนึ่งในกรณีที่เราตอบคำถามนั้นด้วยตัวเราไม่ได้จริงๆ  เราอาจจะขออนุญาติให้เพื่อนในทีมตอบแทนให้ครับ  และถ้าท้ายที่สุดแล้วเราเองหรือเพื่อนก้ไม่สามารถตอบได้(บังเอิญเจอกรรมการโหด)  ให้น้อมรับไปเลยครับ ว่าครับ ผมจะไปหาข้อมูลเพิ่มมาครับ หรือทางทีมเรามีข้อจำกัดแบบนี้ แบบนั้น ห้ามไหลตอบแบบมั่วๆ ไปโดยที่ไม่รู้จริงน่ะครับ จะทำให้เราหมดความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก ดังนั้น อารมณ์ต้องนิ่งครับ "ได้คือได้ ไม่ได้คือไม่ได้" ห้ามโทษว่ากล่าวสิ่งใด หลังการตัดสิน...


          และนี่คือ ทั้ง 4 ช่วงของ เทคนิคของ Pitching และจิตวิทยา การคุมอารมณ์บนเวทีของผมซึ่งเพื่อนๆ ลองนำไปใช้กันดูน่ะครับใครใช้แล้วเป็นอย่างไรกันบ้าง Comment มาเล่าสู่กันฟังน่ะครับ แต่อย่าลืม เราต้องฝึกเทคนิคการเตรียมตัวทำการบ้าน 5 ข้อก่อนขึ้นเวที! ด้วยน่ะครับ  ซึ่งสุดท้ายแล้ว เหมือนกับที่ซุนวูบอกไว้ล่ะครับ "รู้เขารู้เรารบ ร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง"  และความมั่นใจบนเวทีย่อมเกิดจากการที่เราฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้นครับ และอย่าลืมว่า ไม่ว่าเราจะพูดดีหรือไม่ดีในเวทีไหนๆ ก็จงอย่าแสดงอารมณ์สีหน้าความไม่พอใจออกมา เพราะมันจะทำให้เราดูไม่เป็นมืออาชีพ

        สุดท้ายนี้  "ไม่มีผู้ชนะใดที่ไม่เคยผ่านความพ่ายแพ้หรือความล้มเหลวมาก่อน"  ดังนั้นทุกครั้งที่เรา Pitching ไม่ผ่านหรือไม่เข้ารอบ จงมองหาข้อดีและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเวทีนั้นๆ มาทำให้เราเข้มแข็งขึ้นไปอีกครับ   ซึ่งถ้าเราไม่ยอมแพ้ จะต้องมีเวที ที่เราเป็นผู้ชนะหรือผ่านเข้ารอบอย่างแน่นอนครับ!


 อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

 "แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับผมและสามารถติดตามผมได้ที่ช่องทางด้านล่างเหล่านี้ รวมถึงสามารถเป็น FC ของผมเพื่อรับข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพและแนวคิดทางธุรกิจและเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจอีกมากมายได้ที่ ไลน์ พิมพ์หา ที่ @ajarnah (มี@) แล้วพบกันครับ!  "เหล่ามิตรรักแฟนคลับสตาร์ทอัพของอาจารย์อ๊ะทุกคน" 


-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!




วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Growth Mindset เป็นเคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังของคนสตาร์ทอัพ(Startup) ทุกคน โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

Growth Mindset  เป็นเคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังของคนสตาร์ทอัพ(Startup) ทุกคน โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

     สวัสดี FC ของอาจารย์อ๊ะทุกคนประจำเดือน มิย นี้ น่ะครับ  "ช่วงนี้เราจะได้ยินคำว่า  Growth Mindset  กับ Fixed Mindset" กันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจากทาง โลกออนไลน์หรือ โลก Off line หรือในวงการของหนังสือ ชื่อดังระดับโลก ที่ชื่อว่า  "Mindset-Changing the way you think to fulfil your potential" โดย Dr. Carol S. Dweck และก็มีคนไทยนำมาแปลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆ อาจลองไปหาอ่านดูได้น่ะครับ....แต่เดียวก่อนครับ  หลายคนกำลังงงว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ บทความสตาร์ทอัพในบทความนี้!....อืม นั่นสิครับ  เอาเป็นว่า บทความนี้ ผมตั้งใจจะเป็น ภาคต่อ ภาคขยายของบทความที่แล้ว ที่ชื่อ "5 Mindsets ที่เป็นเคล็ดลับจะเปลี่ยนคุณให้เป็นคนฝั่งเดียวกันกับคนสตาร์ทอัพ(Startup)" ดังนั้นถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความที่แล้ว สามารถกลับไปอ่านก่อนได้น่ะครับ! จะได้มีความต่อเนื่องกับบทความนี้




ถ้าจะถามว่า Growth Mindset  เกี่ยวข้องอย่างไร ?  กับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ คำตอบสั้นๆ  ก็คือ "สตาร์ทอัพต้องเน้นการเติบโต ถ้าไม่เติบโตก็ไม่เรียกว่าทำธุรกิจแบบแนวคิดสตาร์ทอัพที่เน้นการเติบโตเป็นจำนวนเท่า 2X, 5X หรือ 10X"  แต่ช้าก่อนน่ะครับ! หลายคนกำลังนำเรื่อง  Growth Mindset ไปผูกในเรื่องของการเติบโตอย่างเดียว จริงๆ อาจจะไม่ถูกต้องตามแนวคิดของ Dr. Carol S. Dweck เท่าไหร่นักเพราะอย่าลืมว่า คนที่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพทุกคนก็ต้องเน้นการเติบโตทั้งนั้นล่ะครับ เพียงแต่ว่าใครจะนิยาม คำว่า "เติบโต" ด้วยนิยามของใครที่จะนำมาเป็นตัวชี้วัด(KPI) ในธุรกิจกัน ซึ่งถ้าจะยกความดีความชอบของแนวคิดนี้ที่สัมพันธ์กับการสร้างธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ ผมจะอิงทฤษฎีของ สตาร์ทอัพที่ว่า  สตาร์ทอัพ = Experimental(การทดลอง) มากกว่า เพราะว่า "เราจะไม่รู้ถึงผลลัพธ์ของมันได้เลย ถ้าผลการทดลองยังไม่ถึงตอนท้ายของการทดลองว่ามันจะตรงกับสิ่งที่เราคิดที่เราตั้งสมมติฐานหรือทฤษฎีตั้งต้นของเราหรือไม่?" แล้วเราจะไปต่อกันอย่างไร(Pivot)?  อันนี้ล่ะครับ ที่จะเป็นหัวใจของบทความนี้ที่ผมได้นำเสนอ   ดังนั้น ถ้าจะถามถึง สมการของ สตาร์ทอัพที่ถูกต้องมันควรจะมาจาก 

        สตาร์ทอัพ = Experimental + Pivot  = Growth   หรือ ที่หลายคน ชอบเรียกว่า สตาร์ทอัพ = Growth นั่นเอง! 

แต่เคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังนี้ก็คือ "ทุกคนที่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นต้องเรียนรู้ที่จะล้มให้เร็ว(Fail fast) และพร้อมที่จะลุกขึ้นแล้วเดินหรือวิ่งไปต่อโดยพร้อมที่เรียนรู้และทราบอยู่แล้วว่าหนทางข้างหน้าเราก็อาจจะเจอหลุมและล้มได้อีกเพียงแค่เราไม่หยุดเดินและนำเอาประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราปรับเปลี่ยน Business Model เพื่อให้ธุรกิจของเราได้ไปต่อได้"  ดังนั้น คนที่แพ้หรือคนที่ล้มเลิกในธุรกิจสตาร์ทอัพก็คือ "คนที่ไม่พร้อมที่จะไปต่อนั่นเอง"  ดังนั้น ถ้าคนๆ นั้น มีแนวคิดที่ไม่โทษต่อโชคชะตาและนำแนวคิดของ Growth Mindset  เอาไปใช้งานจริงๆ  ทุกคนก็จะสามารถผ่านมรสุมชีวิตของวิกฤติของธุรกิจสตาร์ทอัพของเราได้ ซึ่งการ Pivot เพื่อให้ธุรกิจสตาร์ทอัพของเราให้ได้ไปต่อ เช่น 

1. Pivot ลูกค้า หรือแบ่ง Customer Segment ใหม่? หรือเปลี่ยน Persona กันไปเลย
2. Pivot ช่องทาง (Channel)  การมาของลูกค้าใหม่ 
3. Pivot Revenue Model (ช่องทางการได้รายได้ใหม่) 
4. Pivot Cost (คิดต้นทุนการดำเนินงานใหม่) 
5. Pivot Partner (เปลี่ยนคู่ค้าใหม่) 
6. Pivot Business Model ใหม่ หรือจะทำ Model A/B Testing ก็ไม่ว่ากันถ้ายังไม่มั่นใจ
7. Pivot Team (เปลี่ยนทีมใหม่) 

      ซึ่งเราควรจะทำจาก 1-7 ตามลำดับน่ะครับ ไม่ใช่ เอะอ่ะ อะไร ก็เปลี่ยนทีม, เปลี่ยนธุรกิจกันเป็นว่าเล่นแบบนี้ ไอเดียธุรกิจของเราจะช้ำหมดน่ะครับ  นั่นก็แปลว่า "เราอาจที่จะไม่พร้อมที่จะเป็นนักธุรกิจสตาร์ทอัพจริงๆ ก็เป็นไปได้" เพราะถ้า Pitching แค่ 3-7 นาที แล้วไม่ผ่านหรือรับไม่ได้กับคำตัดสินของกรรมการหรือ Pitching แล้วตกรอบแรกหรือ รอบที่ 2,3,4...N แล้วก็ยังไม่ผ่านไม่ถูกใจกรรมการซะที(จริงๆ) ควรให้โอกาสตัวเองถึง 3 ครั้งก่อนน่ะครับ!  เผื่อพิจารณาว่า "แต่ละครั้งที่เราไม่ผ่านการ Pitching เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์อะไรบ้าง" เพื่อที่เราจะกลับมาเวทีใหม่เพื่อให้ "คมชัดจัดเต็มเล่นใหญ่"  ได้ดีมากขึ้น ซึ่งถ้าใครรับไม่ได้กับกระบวนการคัดกรองนี้ ก็ไม่น่าที่จะเหมาะกับ "วิถีของสตาร์ทอัพ" แล้วละครับ "เพราะในธุรกิจจริงนั้นโหดร้ายมากกว่า Comment ที่โหดร้ายจาก คณะกรรมการมากนัก"  ดังนั้นบทความนี้อาจารย์อ๊ะเขียนมาเพื่อให้  ทุกคนที่กระโดดเข้ามาใน "วิถีของสตาร์ทอัพ" ให้ทำการบ้านให้มากพอ มากพอที่จะบอกใครๆ ได้ว่า "ไม่มีใครรู้ดีที่สุดเท่ากับเราในธุรกิจสตาร์ทอัพของเราที่เราได้นำเสนอออกไป"  เพราะเราล้มมามากพอ ดังนั้น "ถ้าเราไม่ได้มองว่าโลกสวยเกินไปเราจะทำการบ้านมาเป็นอย่างดีในทุกๆ ครั้ง เพื่อที่เราจะได้ชนะในสนาม Pitching และในสนามจริงของธุรกิจของเรา" 

-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)


2. เฟสบุ๊คแฟนเพจ (Fanpage)

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.กด Line เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!



ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

5 Mindsets ที่เป็นเคล็ดลับจะเปลี่ยนคุณให้เป็นคนฝั่งเดียวกันกับคนสตาร์ทอัพ(Startup) โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)


5 Mindsets ที่เป็นเคล็ดลับจะเปลี่ยนคุณให้เป็นคนฝั่งเดียวกันกับคนสตาร์ทอัพ(Startup)
 โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

       สวัสดีอีกครั้งสำหรับเพื่อนๆ ชาวสตาร์ทอัพ(Startup) ทุกคน  บทความนี้เป็นบทความแรกของเดือน พ.ค 2562  อ อ๊ะ หายไปหายวันเลยเนื่องจากติดภารกิจหลายอย่างแต่ อ อ๊ะ กลับมาให้ความรู้สตาร์ทอัพประจำเดือนนี้แล้วครับ และคงจะทยอยลงบทความให้กับเพื่อนๆ ผู้ที่สนใจแนวคิดการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพกันอย่างต่อเนื่องเลยน่ะครับ...สัญญา ณ ร้านสตาร์บัตแห่งหนึ่งริมถนนศรีนครินทร์ จ.กรุงเทพ





   ลุย!!!  มาต่อกันครับ!!!!!

"ช่วงนี้มีหลายคนมาขอคำปรึกษาการทำธุรกิจสตาร์ทอัพกับ อ อ๊ะ เยอะมากส่วนใหญ่ก็ โทรมาคุยแล้วสอบถามว่า ผมจะทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เพราะผม/หนู ชอบค้นพบตัวเองว่าผมหรือหนูชอบแบบนี้...........ว่าแล้ว อ อ๊ะ เลยต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมาทันที เพราะเริ่มจะเห็นแนวโน้มของคนที่จะทำ สตาร์ทอัพมี แนวคิดหรือ Mindset ในการเริ่มต้น, ระหว่างทางหรือปลายทางที่ออกจะผิดแปลกไปจากคนที่ทำสตาร์ทอัพจริงๆ  ดังนั้น อ อ๊ะ จึงรวบรวม 5 Mindsets ที่เป็นเคล็ดลับจะเปลี่ยนคุณให้เป็นคนฝั่งเดียวกันกับคนสตาร์ทอัพ(Startup) จริงๆ  ถ้าเปรียบเทียบกับหนังสือชื่อดังระดับโลกก็คือ เราจะพยายามเปลี่ยนแนวคิดจากคนทำงานประจำให้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักลงทุนในหนังสือ Rich Dad Poor Dad นั่นเอง ดังนั้น มนุษย์สตาร์ทอัพทุกคนจำเป็นต้องทราบเคล็ดลับเหล่านี้ครับ! มาดูกันว่า แต่ละเคล็ดลับที่ อ๊ะ บอกนั่นเรามีกันครบไหม?   เริ่มจาก


Mindset ที่ 1:  Mindset ของผู้ประกอบการ 

              ผู้ประกอบการคืออะไรครับ?  ความเป็นผู้ประกอบการหน้าตามันเป็นอย่างไร?

-ถ้าคุณคิดว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่คุณรู้ดีมากกว่าคนอื่น?
-ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันมาจากไฟปราถนาที่พร้อมจะปลุกคุณให้ลุกขึ้นมาทำงานนั้นได้โดยไม่มีใครสั่ง?
-ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรได้ง่ายๆ เรียกว่า ไม่ล้มเลิกหากล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
-ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันจะยิ่งใหญ่และเป็นประโยชน์กับทุกคน
-ถ้าคุณมีพลังความเชื่อมากล้นจนสามารถผลักดันให้คุณสามารถชนะทุกอุปสรรค
-ถ้าคุณคิดว่าคุณมีทางออกในทุกปัญหา
-ถ้าคุณคิดว่าโชคชะตาไม่สามารถมาขัดขวางความสำเร็จของคุณ
-ถ้าคุณคิดว่างานที่คุณทำมันจะสร้างคุณค่าให้กับผู้คนมหาศาล
-ถ้าคุณคิดว่าความพ่ายแพ้จะเป็นบทเรียนทำให้คุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
-ถ้าคุณคิดว่าทีมงานคือสิ่งที่จำเป็นเพราะคุณไม่สามารถทำอะไรได้ทุกๆ อย่างเพราะทุกคนมีความถนัดเฉพาะตัวความสำเร็จต้องขึ้นกับทีมงานและจิตวิทยาในการบริหารจัดการบุคคลเพราะคนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ไม่มีชีวิตและจิตใจ

ถ้าเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ คำตอบคือ "ใช่" มากกว่าครึ่งหนึ่งจาก 10 ข้อ คุณเริ่มมี  Mindset ของผู้ประกอบการ  แล้วครับแต่ถ้าท่านใดมี คำตอบว่า "ใช่" มากกว่า 7/10 ข้อขึ้นไป ขอเเสดงความยินดีด้วยครับ ว่าคุณมี Mindset ของผู้ประกอบการ อย่างแน่แท้ และผมกำลังจะบอกว่า คุณเหมาะกับการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพมาก....ส่วนเพื่อนๆ ที่มีคำตอบว่า "ไม่ใช่"  สตาร์ทอัพอาจจะไม่ใช่คำตอบของคุณแน่นอนครับ! เพราะที่ผมเขียนมาเหล่านี้คือ  Mindset ของผู้ประกอบการ และคนฝั่งสตาร์ทอัพทุกคนล้วนต้องมี  Mindsets เหล่านี้ ไม่เชื่อลองไปถามพวกเขาดูครับ เราจะพบคำตอบว่า "ใช่"  แทบจะทุกข้อ หรือเรียกว่า มีทุกข้อจะดีกว่าครับ!  
       

Mindset ที่ 2:  สตาร์ทอัพทุกคนเป็นคนที่มี Growth Mindset มากกว่า Fixed Mindset

               ข้อนี้สำคัญมากเพราะคนที่จะกระโดดเข้ามาทำธุรกิจสตาร์ทอัพต้องมุ่งที่จะผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว(Scalable) ได้ภายใน 1-3 ปี อาจจะเป็นจำนวนผู้ใช้งาน, รายได้ที่ก้าวกระโดด, การขยายตัวทั้งแนวดิ่งและแนวราบ, การสร้างพันธมิตร(Partner) ทางธุรกิจ, ความไม่หยุดนิ่งและไม่มองทุกอย่างเป็นข้อจำกัด(Limitation) เหมือนคนฝั่ง Fixed Minset  ดังนั้น Growth Mindset  เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในคนทำสตาร์ทอัพและที่สำคัญ "ไม่เคยมีใครมาบอกคุณก่อน!" และคนที่เป็นสตาร์ทอัพจริงๆ เขาก็อาจไม่รู้จักคำนี้เพียงแต่เขาทำมันทุกวันฝึกมันทุกวันจนเป็นนิสัยที่ไม่มีใครบอกเขานั่นเอง...ที่สำคัญ "คุณเป็นคนๆ นั่นหรือเปล่า?"


Mindset ที่ 3:  สตาร์ทอัพทุกคนจะเอาลูกค้าเป็นที่ตั้งไม่ใช่ความชอบเป็นที่ตั้ง

                ตอนเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ เราอาจจะเอาความชอบ(Passion) ของเราเป็นที่ตั้งพอทำสตาร์ทอัพไปสักระยะเราจะเปลี่ยนมุมมองครับ(On the other  hand)  เราจะไปฟังเสียงลูกค้าซะส่วนใหญ่เหมือนกับที่ผมหรือสตาร์ทอัพทุกคนต้องออกไปพบลูกค้าบ่อยๆ ครับ  "จงเลิกใช้เวลาอยู่แต่ในห้องประชุมต้องออกไปเอาความจริง Feedback ของลูกค้า" เพื่อกลับมาทำ MVP ครับ (MVP, Minimum Viable Product) ผลิตภัณฑ์ที่มีฟังก์ชั่นน้อยที่สุดที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าของเราได้และที่สำคัญวิธีการนี้เป็นการให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือ ภาษาสตาร์ทอัพจะใช้คำว่า การคิดเชิงออกแบบ(Design Thinking) นั่นเองลองไปหาหนังสืออ่านดูน่ะครับเพราะมันคือ Mindset ของข้อที่ 3 นี่ แหล่ะครับ!  คนส่วนใหญ่ไม่ผ่านข้อนี้เพราะเวลาเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพจะยึดติดกับตัวเองเป็นหลัก! จริงหรือไม่ ลองถามใจตัวเองดูครับ? 


Mindset ที่ 4:  สตาร์ทอัพทุกคนมองธุรกิจคือการทดลอง(Experiment)

               คนที่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพทุกคนต้องเขียนแผนธุรกิจเป็นแต่ไม่ใช่แผนธุรกิจระดับ 30-100 หน้าเหมือนสมัยก่อนน่ะครับ แต่เป็นแผนธุรกิจแค่ 1 หน้าแนวนอนที่มี 9 ช่องที่เรียกว่า Business Model Canvas หรือ Business Model Lean Canvas หรือ ใครจะใช้คำว่า Business Model Generation  ของเจ้าพ่ออีกคนในวงการสตาร์ทอัพที่ชื่อว่า คุณ Alexander Osterwalder ก็สุดแท้แต่จะเรียกมันว่าอะไร? หรือจะใช้ Lean หรือ ไม่ Lean Canvas จะทดสอบ Problem-Solution fit ก่อน หรือ Product-Market fit ก่อน หรือ จะไปหา Key Partner รอไว้ก่อนประกบด้วย Unfair Advantage ของเราให้เหนือกว่าคู่แข่งเข้าไว้  blah blah blah  ประเด็นของผมก็ คือ "ผมไม่ได้ให้มาสอนเขียนแผนธุรกิจให้เก่งเพราะมันต้องเป็นหน้าที่ปกติของแต่ละคนอยู่แล้ว" แต่ผมกำลังจะบอกว่า ทุก Business Model ที่ทำไว้ตอนแรกอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนั้น!  ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหรือเทคโนโลยีผ่านไปเราจะต้อง Pivot(ลองเปลี่ยนปัจจัยในแผนธุรกิจของเราครับ)  "ถ้าสุดท้ายแผนนั้นไม่ Work ก็คือไม่ Work อย่าไปเสียดายมันครับ!"  แต่ให้รีบ Fail Fast เพื่อ Growth fast จะดีกว่าครับ....ผมเตือนด้วยความปราถนาดีน่ะครับ^^


Mindset ที่ 5:  สตาร์ทอัพต้องไม่เป็น Hero คนเดียวเพราะทีมคือหัวใจสำคัญที่สุด

                หลายคนงงกับประโยคนี้ว่าทำไม?  "ผมมาเฉลยความจริงที่เป็นเคล็ดลับของ Mindset ข้อนี้ดีกว่าครับ" หลายคนที่เป็น SME  มาก่อนทุกคนยังเริ่มต้นธุรกิจคนเดียว ทำคนเดียว ลุยคนเดียว สุดท้าย(เจ๊งคนเดียว 5555 หรือเปล่าครับ!!) ผมล้อเล่นน่ะครับ มีหลายครั้งที่ผมได้ยินคณะกรรมการตัดสินคนที่มา Pitch งานรวมทั้งตัวผมด้วยที่บางครั้งก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกน้องๆ พี่ๆ สตาร์ทอัพ  แปลกแต่เรื่องจริงครับ ที่ว่า "ไอเดียที่ไม่ Work ผมกลับเฉยๆ แต่ถ้าดูทีมแล้วไม่ Work" ผมจะไม่ให้ผ่านครับ!!  เพราะผ่านไปทีมก็แตกแยกอีก แต่ถ้าทีม Work ก็ สามารถหาไอเดียสตาร์ทอัพได้เรื่อยๆ ดังนั้น เรื่องสตาร์อัพ "เรื่องทีมสำคัญมากกว่าไอเดียที่สุดยอดครับ!" อันนี้เป็นเคล็ดลับที่ไม่ค่อยมีใครกล้ามาบอกตรงๆ แบบผมนี่ล่ะครับ  กับ  อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup  แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับผมและสามารถติดตามผมได้ที่ช่องทางด้านล่างเหล่านี้ รวมถึงสามารถเป็น FC ของผมเพื่อรับข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพและแนวคิดทางธุรกิจและเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจอีกมากมายได้ที่ ไลน์ พิมพ์หา ที่ @ah99 (มี@) แล้วพบกันครับ!  "เหล่ามิตรรักแฟนคลับสตาร์ทอัพของอาจารย์อ๊ะทุกคน" 


-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

10 เหตุผลที่คนชอบทำธุรกิจด้วยแนวคิดของ Startup (ตอนจบ) โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

10 เหตุผลที่คนชอบทำธุรกิจด้วยแนวคิดของ Startup (ตอนจบ) โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

มาถึงเหตุผลที่ 10 เหตุผลสุดท้ายกันแล้วน่ะครับ! สำหรับบทความนี้ที่ถือว่าเป็นซี่รีย์ที่ยาวถึง 9 ตอนทีเดียว(ใครที่เพิ่งอ่านมาตอนจบตอนนี้ ผมแนะนำว่าให้ลองย้อนกลับไปอ่านบทความนี้ตั้งแต่ตอนที่ 1-8 ด้วยน่ะครับเพราะจะได้มีเนื้อหาครบรสและต่อเนื่องไม่เป็น(Piece by Piece)  กล่าวคือ "การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ก็ตามเราควรที่จะเรียนรู้ในภาพรวมทั้งหมดก่อนให้ถ่องแท้หรือเก็บเกี่ยวภาพรวมให้ได้มากที่สุด" เพราะเวลาที่เราจะลงลึกทางด้านใดก็ตามเราจะได้ไม่ถูกใครหลอกหรือถูกใครชี้นำในองค์ความรู้ใหม่ๆ ไปในทางที่ผิดเพียงเพราะเรามองภาพรวมไม่ออก!  และเรื่องราวของสตาร์ทอัพ(Startup) ก็เช่นกัน ถึงบทนี้ตอนจบผมเชื่อมั่นว่า ถ้าผู้อ่านค่อยๆ อ่านบทความของผมตั้งแต่บบทความแรกๆ ก็จะเข้าใจมุมมองของสตาร์ทอัพได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อยขอเพียงแต่ท่านผู้อ่านลองคิดทบทวนบทความของผมว่าอันไหนที่มีประโยชน์ก็ลองนำไปปฎิบัติใช้กันดู ส่วนอันไหนที่อยากจะลองพิสูจน์ดูด้วยตัวเองก่อนที่จะเชื่อผม ผมถือว่าสิ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีและท่านผู้อ่านทุกคนจะได้ไม่ต้องเชื่ออะไรง่ายๆ โดยที่ไม่ได้มีการพิสูจน์ด้วยตัวเองจากการที่คนอื่นเล่ามาฟังคนอื่นบอกมาโดยที่เราไม่ได้เห็นหรือพิสูจน์ด้วยตัวเองเสียก่อน!   เหล่านี้ผมถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของบุคคลที่จะมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพน่ะครับ เพราะทุกอย่างคือการทดลองการทดสอบสมมุติฐานและประเมินผลลัพธ์อย่างเป็นกลางจนมีผู้กล่าวไว้ว่า สตาร์ทอัพ(Startup) คือ Experiment หรือ การทดลองนั่นเอง! ซึ่งมันเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช่การใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำแต่อย่างใด  ดังนั้น ในตอนจบนี้ผมจะพูดถึงเหตุผลสุดท้ายที่คนชอบทำธุรกิจด้วยแนวคิดของ Startup  กันโดยเหตุผลที่ว่านั้นคือ.......




เหตุผลที่ 10:  อยากทำสตาร์ทอัพเพราะต้องการที่จะรวยเร็ว! จริงหรือไม่? 


เหตุผลสนับสนุน:  เราปฎิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจที่เป็นสตาร์ทอัพที่อดีตที่เติบโตมาในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี กลับมีมูลค่าของบริษัทที่ขึ้นแซงหน้าติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก เช่น เฟสบุ๊ค, Uber, Google, Micosoft, SpaceX,  แซงหน้าธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจมาหลายสิบปีหรือร่วมจะร้อยปีของธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจที่เป็นรูปแบบดั้งเดิม(Traditional) ในกลุ่มของอาหารเครื่องดื่ม, เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือในอุตสาหกรรมยานยนต์โดยท่านผู้อ่านลองหาข้อมูลในการจัดอันดับมูลค่าแบรนด์ระดับโลกดูจากทุกสำนักเราก็จะพบข้อสรุปที่เหมือนกันคือใน TOP 10 อันดับแรกจะต้องมีบริษัทที่อดีตเคยมีแนวคิดการก่อตั้งเป็นธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ (Startup) ติดอยู่ใน TOP 5 ทั้งสิ้น จึงอาจทำให้คนที่จะทำธุรกิจสตาร์ทอัพรุ่นหลังๆ ที่อยากจะทำธุรกิจสตาร์ทอัพเพราะ  "ต้องการที่จะรวยเร็ว" อย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่ในจิตสำนึกของผู้ที่อยากทำธุรกิจสตาร์ทอัพจริงหรือไม่จริง? ลองอ่านความจริงด้านล่างนี้ดูน่ะครับ!

ความจริง:  ธุรกิจสตาร์ทอัพไม่ใช่เป็นธุรกิจที่รวยเร็วน่ะครับ!  หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้ากระโดดเข้ามาแล้วต้องรวยเร็วอย่างแน่นอน.....อันนี้ผมว่าเข้าใจผิดอย่าง 100% น่ะครับ เพราะ Model ของธุรกิจสตาร์ทอัพไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อการรวยเร็วแต่เกิดขึ้นมาเพราะต้องการเติบโตเร็วต่างหาก...คราวนี้ผลของการเติบโตมันเลยทำให้มีกระแสเงินเข้ามาในภายหลังหรือมีคนมาขอร่วมลงทุนในภายหลังซึ่งในความเป็นจริงในการบริหารกิจการธุรกิจสตาร์ทอัพในปีแรกหรือ 1-2 ปีแรก เราอาจจะไม่มีรายได้เลยก็ได้ครับและในปีที่ 3 เราเพิ่งจะคืนทุนส่วนปีที่ 4-5 เราถึงจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 100% หรือ 1,000% ก็เป็นได้ดังนั้น "ถ้าใครที่เข้ามาแล้วหวังว่า ปีแรกหรือเดือนแรกๆ ต้องรวยเร็ว" ผมว่าเราขายของออนไลน์ยังจะรวยเร็วกว่าการทำสตาร์ทอัพอีกครับ ดังนั้น "จงอย่าเข้าใจผิดว่าการทำสตาร์ทอัพแล้วจะต้องรวยเร็ว เพราะคุณอาจจะไม่มีเงินเดือนให้กับตัวเองหรือไม่มีเงินเดือนให้กับทีมงานในตอนแรกด้วยซ้ำครับ"  แต่อาจจะแลกเปลี่ยนเป็นจำนวนของหุ้นในบริษัทแทนซึ่งโดยธรรมชาติธุรกิจมันเป็นแบบนี้ครับแต่ถ้าเราทำไปสักระยะหนึ่งก็อาจมีนายทุนขนาดใหญ่เข้ามาขอซื้อกิจการของเราถึงวันนั้นเราค่อยกลับมาคิดว่ากลยุทธ์ที่จะออก(Exit Strategy)  ของเราจะหน้าตาเป็นอย่างไร?  ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามน่ะครับว่า ถ้ามีใครสักคนมาขอซื้อบริษัทของคุณมูลค่าหลายพันล้านเหรียญแล้วเราจะขายบริษัทให้กับคนๆ นั้นหรือไม่?  ถ้าเป็นเรา......คำตอบคือ "ไม่ขายครับ" คนที่ตอบคนนั้นคือ  มาร์ค ซัดเคอเบร์ค เจ้าของเฟสบุ๊ค ซึ่งตอนนั้น บริษัท Yahoo มาขอเข้าซื้อกิจการทั้งๆ ที่ ทุกคนในบริษัทเฟสบุ๊คยุให้ขายกิจการให้กับ Yahoo มีเพียง มาร์ค เท่านั้นที่บอกว่า Yahoo ประเมินมูลค่ากิจการ(Valuation) ของบริษัทเฟสบุ๊คต่ำเกินไป! ซึ่งก็เป็นจริงครับ เพียงไม่กี่ปีให้หลัง บริษัทเฟศบุ๊คก็ทะยายสู่บริษัทแสนล้านเหรียญทันที!

ดังนั้น  เหตุผลที่ 10:  อยากทำสตาร์ทอัพเพราะต้องการที่จะรวยเร็ว!  นั้นไม่น่าจะเป็นคำตอบของบุคคลที่กระโดดเข้ามาทำธุรกิจสตาร์ทอัพในตอนแรกแต่ในความเป็นจริง การทำธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นเน้นที่การหาวิธีที่จะมุ่งการเติบโตของจำนวนผู้ใช้อย่างรวดเร็วจนมีรายได้(Revenue Model) ที่มากพอที่จะผลักดันให้ธุรกิจเติบโตในระยะเวลาที่รวดเร็วต่างหากถ้าเรามีจำนวนผู้ใช้งานหรือจำนวนลูกค้าของเราที่มากพอหรือเป็นการขยายธุรกิจของเราไปในกลุ่มอื่นๆ โดยใช้เทคโนโลยีหรือแนวคิดของ (Growth  Hacking) ในการทำการตลาดแบบต้นทุนต่ำและมุ่งขยายฐานลูกค้าออกไปอย่างรวดเร็วในแนวคิดการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ(Startup Way) นั่นเองซึ่งท่านผู้อ่านสามารถหาอ่านหลักการนี้ได้จากหนังสือของสตาร์ทอัพทั้งในประเทศและในต่างประเทศได้ทั่วไปนั่นเอง

สุดท้ายนี้ผมหวังว่า 10 เหตุผลที่คนชอบทำธุรกิจด้วยแนวคิดของ Startup บทความตอนยาวของผมนี้จะสามารถทำให้ท่านผู้อ่านทุกคนได้เห็นภาพกว้างและเหตุผลและความจริงทั้ง 2 ด้านของแนวคิดธุรกิจสตาร์ทอัพ(Startup) ที่ผมตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาทั้ง 9 ตอนนี้ และผมเชื่อว่าทุกสิ่งบนโลกใบนี้มี 2 ด้านเสมอเสมือนเหรียญ 2 ด้าน ดังนั้นหน้าที่ของเราคือ "เราจะต้องรอบรู้ให้ครบทั้ง 2 ด้านให้เร็วที่สุด" และนำมันไปประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจของเราซึ่งไม่ว่า เราจะทำธุรกิจประเภทไหน ทั้งออนไลน์หรือที่มีหน้าร้านตลอดจนธุรกิจ SME ไปจนถึงธุรกิจที่มีขนาดใหญ่  แนวคิดของธุรกิจสตาร์ทอัพนี้ ยังคงสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจได้เป็นอย่างดีเพราะทุกธุรกิจต้องมุ่งเน้นการเติบโตมิใช่แค่ใช้กลยุทธ์การทำกำไรแต่อย่างเดียว...แล้วพบกันใหม่ในบทความตอนใหม่ในครั้งหน้าน่ะครับ..อย่าลืมกดติดตามที่มุมบนขวาของ Website กันด้วยน่ะครับ! ขอบคุณมากครับ^^


สรุป 10 เหตุผลที่คนชอบทำธุรกิจด้วยแนวคิดของ Startup กันอีกครั้ง!!!

เหตุผลที่ 1: มันเริ่มต้นได้ง่ายเพราะมันเริ่มต้นจากไอเดียที่แก้ปัญหาให้กับผู้คน
เหตุผลที่ 2: สตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีอนาคตน่าจะมีคนสนใจใช้แน่เลย
เหตุผลที่ 3: คนส่วนใหญ่คิดว่าทำสตาร์ทอัพแล้วจะสบายดูเท่ห์ไม่เหมือนใครน่าสนใจมาทำกันเถอะ!
เหตุผลที่ 4: คนส่วนใหญ่คิดว่าทำสตาร์ทอัพแล้วต้องคอยหาแหล่งทุนอยู่ร่ำไป?  มีทุนที่ไหนให้ไปขอให้หมด! แถมยังเจอหน้ากันซ้ำๆ ด้วยน่ะ 555
เหตุผลที่ 5: ผม/ฉัน/หนู  มีไอเดียที่เจ๋งมากเลยเพราะมันมาจาก Passion ของ  ผม/ฉัน/หนู อย่างแรงกล้า
เหตุผลที่ 6: คนที่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพส่วนใหญ่อยากเป็นผู้นำในตลาดนั้นๆ (อยากเป็นตัวจริงครับ!)
เหตุผลที่ 7: คนรุ่นใหม่(และที่เพิ่งจบใหม่) ต้องการสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น(ไม่อยากทำงานประจำ)
เหตุผลที่ 8: อยากทำสตาร์ทอัพที่มีแนวคิดที่แปลกไม่มีใครทำเราอยากเป็นรายแรกๆ ที่บุกเบิกมัน!
เหตุผลที่ 9: ผมอยากทำสตาร์ทอัพที่ต่อยอดจากสิ่งที่ผมชำนาญ!
เหตุผลที่ 10: อยากทำสตาร์ทอัพเพราะต้องการที่จะรวยเร็ว! จริงหรือไม่?

หมายเหตุ: ก่อนที่จะนำแต่ละเหตุผลไปใช้งานอย่าลืมอ่านเหตุผลและความจริงในแต่ล่ะตอนให้เข้าใจกันก่อนในตอนที่ 1-8 น่ะครับ เราจะได้ไม่หลงประเด็นและรู้เท่าทันความคิดของตัวเองและความคิดของผู้อื่นเช่นกันครับ เพราะเหรียญมี 2 ด้านและรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งย่อมชนะร้อยครั้ง และผู้ที่รู้เท่าทันตัวเองจะเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุดครับ

-ด้วยรัก-

อาจารย์อ๊ะ-สอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup
(The Prince Of Startup)


"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์(Like) ใครใช่ก็กดแชร์(Share) ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!












วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

10 เหตุผลที่คนชอบทำธุรกิจด้วยแนวคิดของ Startup (ตอนที่ 8) โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

10 เหตุผลที่คนชอบทำธุรกิจด้วยแนวคิดของ Startup (ตอนที่ 8) โดย อาจารย์อ๊ะ(The Prince of Startup)

เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเหตุผลที่ 9 และเหตุผลที่ 10  กันแล้วน่ะครับ และสำหรับท่านใดที่เพิ่งอ่านเจอบทความของผมบทความนี้ก็สามารถลองย้อนกลับไปอ่านเหตุผลลำดับที่ 1-8 กันได้น่ะครับ รับรองว่าผมได้ตีแผ่ความจริง "แบบไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน" ใครจะยอมมานั่งเขียนบทความแบบนี้ละครับ ถ้าไม่เจอกับตัวเอง คงเล่าได้ลำบาก ครั้นจะไปแปลมาจากตำราต่างประเทศให้คนอ่าน คนอ่านก็ย่อมเบื่อแน่นอน เพราะบางเนื้อหามันก็วิชาการเกิ่น บางตำราก็ประยุกต์จากกรณีศึกษาจากต่างประเทศล้วนๆ พอมาเมืองไทยก็แอบมึนๆ งงๆ ว่าเราจะตามใครดี?  นั่งทะเลาะกับตัวเองไม่จบ แถมไปทะเลาะกับทีมงานของตัวเองอีก สุดท้าย "เลิกทำสตาร์ทอัพตัวนี้ดีกว่า ไปทำสตาร์ทอัพตัวอื่นกันเถอะ หรือว่าเรา Passion ยังไม่พอ หรือว่าจะเปลี่ยนใจเป็นนักลงทุนในสตาร์ทอัพดี(Venture Capital)  เพราะลงทุนในหุ้นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10-20% ไปกลับต่อปี นานๆ จะเจอหุ้น 5 เด้งสักทีหรือหุ้นต่ำบาทก็ว่ากันไป แต่ถ้าลงทุนในสตาร์ทอัพ 10 บริษัท  ถ้ามันเจ๊งถึง 7 บริษัท แต่มีอยู่ 3 บริษัทที่รอดและมีเพียง 1 บริษัทที่สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด 10-20 เท่า ทำให้สามารถ Cover ผลประกอบการของบริษัทที่เจ๊งได้.....แบบนี้ก็น่าเสี่ยงตามสไตล์นักลงทุน จริงหรือไม่จริง?

ความคิดแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ "ถ้าเราทำสตาร์ทอัพมาสักพักใหญ่ ไม่ใช่พักผ่อนน่ะครับ 555" มาว่ากันต่อกับเหตุผลที่ 9 กันว่าจะโดนใจผู้อ่านที่เป็นสตาร์ทอัพมือใหม่ป้ายแดงหรือมือเก่าป้ายดำกันหรือเปล่า?

เหตุผลที่ 9:  ผมอยากทำสตาร์ทอัพที่ต่อยอดจากสิ่งที่ผมชำนาญ! 





เหตุผลสนับสนุน:   เป็นเรื่องปกติครับที่ผู้ก่อตั้ง(Founder หรือ Co-Founder) ของสตาร์อัพ(Startup) มักจะหยิบจับธุรกิจอะไรจากสิ่งที่พวกเขาหรือพวกเราคุ้นเคยเพราะรู้สึกว่ามันอุ่นใจมากกว่าทำในสิ่งที่เราไม่รู้ไม่คุ้นเคย ใครถนัดสตาร์ทอัพสายไหนก็จะวิ่งตรงไปสายนั้นด้วยความชำนาญ(Expert) เช่น สายการเงินดิจิตอล(Fin Tech) สายเทค(Tech) เน้นเทคโนโลยีสมัยใหม่, สาย Hardware Startup, สายสุขภาพ(Health Tech)  หรือสายที่เน้นนวัตกรรมสิทธิบัตรหรือความได้เปรียบที่ไม่แฟร์(Unfair Advantage) ที่เอามาเป็นตัวตัดสินว่าจะทำสตาร์ทอัพประเภทไหนอันนี้ก็ไม่ผิดน่ะครับ เพราะถือว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดนั้นๆ หรือผูกขาดในตลาดนั้นๆ  ทำให้เกิดความได้เปรียบในการทำสตาร์ทอัพของเรา

ความจริง: แต่ความจริงคือ "เราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชำนาญการในสายสตาร์ทอัพนั่นๆ ก็ได้ครับ" ถึงจะเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพนั่นๆ ได้  เพราะอะไรเหรอครับ?  เพราะสตาร์ทอัพนั่น ไม่มีใครเก่งไปซะทุกเรื่องในตัวคนเดียวกันและเป็นเรื่องจริงที่ไม่ว่าเขียนอย่างไรอีกกี่สิบปีก็คือเรื่องจริง เรื่องที่ว่านั่นก็คือ "ทีมสตาร์ทอัพต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 เรียกว่าส่วนบริหารวิสัยทัศน์(Vision) หรือกำหนดทิศทางของธุรกิจดังนั้น ส่วนนี้ต้องเป็นคนที่มีทักษะการบริหารมากกว่าทักษะทางเทคนิคและที่สำคัญต้องสื่อสารให้คนอื่นฟังให้เข้าใจให้ได้สั้นๆ ว่าเรากำลังทำอะไร? ส่วนมากคนนี้จะเป็น Founder ครับ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชำนาญการทางด้านเทคนิคขอเพียงมีวิสัยทัศน์และกำหนดทิศทางให้เป็น

ส่วนที่ 2  เรียกว่าส่วนบริหารทีมงาน(Team Management) ส่วนนี้จะมีหน้าที่ควบคุมบริหารทรัพยากรที่มีให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ (ส่วนมาก Founder กับ Co-Founder ยังคงเป็นส่วนนี้ถ้ายังไม่ได้เกิดการจ้างงาน)  เช่นควมคุม การขายการทำตลาดหรือการเงิน

ส่วนที่ 3 เรียกว่าส่วนของนักเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะนัก Coding ,โปรแกรมเมอร์, นักพัฒนา Web, หรือ Application (ส่วนมากจะถูกจ้างงานออกไปครับ แรกๆ Founder อาจจะต้องทำ Coding เอง แต่สุดท้ายส่วนที่ 3 จะถูกกระจายการจ้างงานในที่สุดครับ เพราะ ไม่มี Founder คนไหนจะมีเวลามีนักเขียนโปรแกรมเองตลอดและมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งครับ  ถ้านักโปรแกรมเมอร์เป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพยิ่งต้องหาทีมมาเติมเต็มในส่วนงานนี้ให้เร็วที่สุดโดยคำนึงถึงการ Burn Budget ในแต่ละเดือนด้วยน่ะครับ

ดังนั้น เหตุผลที่ว่า "ผมอยากทำสตาร์ทอัพที่ต่อยอดจากสิ่งที่ผมชำนาญ"  ในที่สุดแล้วจะถูกเปลี่ยนไปเป็น  "ผมจะทำสตาร์ทอัพที่ผมเห็นจากวิสัยทัศน์ของผมแล้วว่ามันจะมีความต้องการในตลาดอันมหาศาลจากนี้ไป 2-5 ปี ครับ"  นี่แหล่ะ ถึงเรียกได้ว่า  "ลูกผู้ชายตัวจริงของวงการสตาร์ทอัพไทย ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก!  ครับ

***เตรียมพบกับภาคจบของบทความนี้ในตอนหน้าน่ะครับ ใครที่ยังไม่ได้กิดติดตามผมใน Blog นี้สามารถกดติดตามได้ที่บนมุมขวาบนน่ะครับ เพื่อที่จะได้อ่านบทความใหม่ๆ ของผมได้ก่อนใคร!

"ถ้าชอบบทความนี้ ขอแค่ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผมในการเขียนบทความต่อๆ ไปก็พอแล้วครับ  ส่วนใครชอบก็กดไลท์ใครใช่ก็กดแชร์ได้ครับผม^^"

See you again!

***ติดตาม อาจารย์อ๊ะได้จากช่องทางด้านล่างนี้ครับ

1. เฟสบุ๊คส่วนตัว(Facebook Profile)

2.1 เฟสบุ๊คแฟนเพจ1 (Fanpage)
***เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ

2.2 เฟสบุ๊คแฟนเพจ2 (Fanpage)
***เน้นเรื่องการสอนธุรกิจให้คิดแบบ Startup

3. ยูทูป(YouTube)

4.อินสตาแกรม(Instagram) 

5.Line@ เพื่อเป็น FC ของอาจารย์อ๊ะ(พิมพ์หา @ajarnah) มี@ ด้วย กดแอดเพิ่มเพื่อนทักมาได้เลยครับ!


ปล. ถ้าอาจารย์อ๊ะ ถ่ายทอดสด Live เฟสบุ๊ควันไหนจะแจ้ง FC ทุกท่านให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้งน่ะใน Line@ น่ะครับ แล้วพบกันครับ! 

ผลงานเขียนของอาจารย์อ๊ะกับหนังสือชื่อ The Power of Positive Inspiration(แต่งเป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย) 
กดดาวน์โหลด(Download) อ่านได้แล้ววันนี้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ!




คุณไม่ได้ขาด AI ตัวใหม่ แต่คุณอาจกำลังขาด “ทักษะที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ”

  คุณไม่ได้ขาด AI ตัวใหม่ แต่คุณอาจกำลังขาด “ทักษะที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ” เรียน AI มาแทบทุกตัว ซื้อ Skill เพิ่มเป็นร้อย ทำคลิปได้เร็วขึ้น ภา...